จงเปลี่ยนลูกน้องเป็นลูกศิษย์กันเถอะ แล้วนี่คือผลลัพธ์หลังจากนั้น

เจ้านายกับลูกน้อง เปรียบได้กับ “ลิ้นกับฟัน” เลยก็ว่าได้ หลายๆ คนใช้เวลาอยู่กับเจ้านายและลูกน้องมากกว่าเมียของตัวเองเสียอีก (ฮา) แน่นอนแหละว่าลิ้นกับฟันทำงานได้อย่างประสานกันแบบรู้ใจ แต่เมื่อไหร่ที่มี “การกระทบกระทั่ง” จนพลาดเอาฟันไปกัดลิ้นของตัวเองซะนี่ เมื่อนั้นก็ย่อมมีความเจ็บปวดขึ้นมาแน่นอน

ไม่ว่าใครก็อยากทำหน้าที่ที่ตัวเองได้รับอย่างเต็มความสามารถและไม่ต้องการให้เกิดข้อผิดพลาดทั้งเจ้านายและลูกน้องนั่นแหละครับ การทำงานกับคนย่อมมีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง และแต่ละคนมาจากพื้นฐานที่แตกต่างกันแบบ “ร้อยพ่อพันแม่” ไม่มีผู้นำคนไหนสามารถเอาใจคนทุกคนหรือทั้งโลกได้

ไม่เชื่อก็ดูนายกฯ ของเราทุกยุคทุกสมัยสิครับ มีคนรักเป็นสิบล้าน แต่ก็มีคนเกลียดหรือไม่ชอบเป็นล้านเช่นกัน แล้วคุณเป็นใครกันล่ะครับ ผู้นำองค์กรระดับโลกไม่ว่าจะธุรกิจอะไรก็ตามย่อมมีทั้งคนชอบและคนเกลียด ดังนั้นผลงานที่เป็นรูปธรรมว่าลูกน้องชอบเจ้านายเป็นส่วนใหญ่ก็คือ “ผลงานของทีมโดยรวม” นั่นเองครับ

วัดกันง่ายๆ ก็คือถ้าชอบคุณมาก ผลงานในทีมก็ย่อมดีตามไปด้วย เรียกได้ว่าทำงานแบบถวายหัวเลยก็ว่าได้ ส่วนหัวหน้าที่ไม่ได้เรื่องก็คือคนที่ทำงานแล้วลูกน้องมีผลงานย่ำแย่ ผลงานโดยรวมก็ไม่ได้เรื่อง ภาษาฟุตบอลเขาเรียกว่าต้อง “ไล่โค้ชออกก่อนสถานเดียว” ดังนั้นการเป็นหัวหน้าคนจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แต่วันนี้ผมมีแนวคิดดีๆ มาฝากคุณในฐานะหัวหน้างานที่ทำไมผมถึงขอเลือกใช้คำว่า “ลูกศิษย์” แทนคำว่า “ลูกน้อง” กันเลยดีกว่าครับ รับรองว่าเปลี่ยนวิธีคิดนิดเดียว ลูกน้องจะรักและทำงานกับคุณแบบถวายหัวเลย

1. คุณจะกลายเป็นโค้ชหรือ “คุณครู” สำหรับพวกเขาทันที

คุณครูก็เหมือนเรือจ้าง ที่พายเรือจนลูกศิษย์ขึ้นฝั่งแห่งความสำเร็จ สิ่งดีๆ ที่เหนือกว่าการคิดว่าลูกทีมคุณเป็นแค่ลูกน้องก็คือคุณจะมีหน้าที่พายเรือธุรกิจที่นอกจากจะสร้างผลงานตามเป้าหมายขององค์กรได้แล้ว คุณยังทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จไปด้วยกันแบบเป็นชิ้นเป็นอันตั้งแต่เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น รวมถึงอนาคตที่สดใสในชีวิตของพวกเขาแบบไม่กั้ก ไม่มีคุณครูที่ไหน “กั๊กความรู้” ไม่ให้ลูกศิษย์ตัวเองเป็นคนที่เก่งกาจกันหรอกครับ คุณจึงมีความยินดีที่จะสอนและถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้คุณมีอย่างเต็มที่

2.  คุณจะตัดความรู้สึกอคติของการคิดว่าพวกเขาเป็นแค่ลูกจ้างหรือลูกน้อง

เพราะการทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ ซึ่งมันไม่เข้าใครออกใครอาจทำให้คุณกลัวความผิดพลาดจากลูกน้องจนเกินเหตุ ไม่แปลกที่หัวหน้าหลายๆ คนมักโทษลูกน้องก่อนยามที่มีข้อผิดพลาดโดยเฉพาะเมื่อลูกค้าด่า หรือชอบ “เอาดีเข้าตัว” ยามที่ผลงานทีมยอดเยี่ยมและลูกน้องเป็นคนทำผลงาน ถ้าคุณคิดว่าพวกเขาคุณลูกศิษย์ คุณจะกลายเป็นคนที่ใจกว้างและยินดีเมื่อเห็นลูกน้องประสบความสำเร็จหรือทำผลงานได้ดี หรือเป็นคนที่ให้โอกาสคนเสมอเมื่อลูกน้องทำพลาด เต็มที่ก็คือว่ากล่าวตักเตือนพร้อมกับบอกวิธีการป้องกันปัญหาเพื่อให้พวกเขามีประสบการณ์กับภูมิคุ้มกั้นที่มากขึ้น

3. คุณจะไม่มีความรู้สึกของคำว่าลูกรักและลูกชังอีกต่อไป

เพราะพวกเขาทุกคนคือลูกศิษย์ ซึ่งศิษย์แต่ละคนย่อมมีทั้งลูกศิษย์หมายเลขหนึ่งจนถึงลูกศิษย์ท้ายสำนัก ลองดูคุณครูของคุณตอนเด็กๆ สิครับ ถึงการเรียนของคุณจะห่วยมากแค่ไหน สอบตกไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง คุณครูย่อมให้โอกาสคุณในการทบทวนวิธีการเรียนใหม่และสอบซ่อมอีกครั้ง (บางคนก็หลายครั้ง) เพื่อให้คุณจบการศึกษาไปถึงฝั่ง ลูกน้องของคุณเองก็เช่นกัน ในฐานะศิษย์ของคุณ คุณจึงต้องรักลูกศิษย์ทุกคนอย่างไม่มีข้อสงสัย ถึงพวกเขาจะเอาคุณไปด่าลับหลังก็ตาม แน่นอนว่าจริงๆ แล้วคุณโกรธ แต่ก็ยอมให้อภัยเสมอเพราะพวกเขาคือศิษย์ของคุณ

4. คุณจะได้รับผลตอบแทนเป็นคำว่าคอนเนคชั่นที่มีค่าในอนาคตแน่นอน

เวลาลูกศิษย์ของคุณต้องถึงเวลาก้าวหน้าในอาชีพของตนเองจากการได้รับโอกาสใหม่ๆ หรือดีกว่าที่เดิม สิ่งดีๆ ที่คุณได้ทำย่อมเกิดความรู้สึกดีๆ ถึงแม้ว่าจะจากกันอย่างแน่นอน บางครั้งเมื่อพวกเขาไปเผชิญหน้ากับองค์กรใหม่ๆ และเริ่มเปรียบเทียบว่าคุณเป็นคนที่ยอดเยี่ยมกว่ามากๆ เผลอๆ ลูกน้องคุณจะกลับมาทำงานกับคุณเลยล่ะครับ หรือเมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วก็ตาม ลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมของคุณจะกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในวงการให้คุณได้ชื่นชม พวกเขาอาจจะกลับมาร่วมงานกับคุณในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เช่น เป็นคู่ค้าธุรกิจหรือทำบริษัทด้วยกันเลยก็ได้

นี่คือแนวคิดใหม่ๆ ที่ผมอยากให้คุณเปลี่ยนคำว่าลูกน้องเป็นคำว่าลูกศิษย์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าครับ

Leave your vote

Comments

0 comments

Similar Posts

ใส่ความเห็น