in

แคแรคเตอร์ของคนที่จะเป็นท็อปเซลล์

บทความนี้เป็นผลสำรวจและความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ เพราะว่านี่คือแคแรคเตอร์ บุคลิกภาพ และอุปนิสัยของคนที่จะเป็นท็อปเซลล์ได้ ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าไม่เกี่ยวกับคำว่า Born to be หรือพรสวรรค์ใดๆ ทั้งนั้น และที่สำคัญคือฝึกฝนกันได้แน่นอนครับ

1. มีความเชื่อมั่นในสินค้าที่ตัวเองขาย

คำว่าเชื่อมั่นกับหลงเชื่อจนหัวปักหัวปำนั้นแตกต่างกันมากนะครับ เพราะว่าถ้าคุณดันไปเชื่อมั่นในสินค้าที่ห่วยแตกทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่ามันห่วย อารมณ์ประมาณโดนสำนักขายตรง (ที่สินค้าหลอกลวง) ขายฝันว่ามันเจ๋งอย่างโน้นอย่างนี้ จนเอาไปหลอกได้เงินชาวบ้าน แต่ความเชื่อมั่นที่ดีคือท็อปเซลล์จะรู้ว่าสินค้ามีจุดเด่น จุดด้อย และมีประโยชน์อะไรกับลูกค้าที่เหมาะสม พร้อมกับเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ขายนั้นคือความจริง ที่สำคัญคือไม่กั๊กหรือขายแบบบอกไม่หมดเพราะเชื่อมั่นว่าสินค้าที่มีอยู่จะเหมาะสมกับลูกค้าที่สุดนั่นเอง

2. มีความเห็นอกเห็นใจลูกค้าอยู่เสมอ

ความเห็นอกเห็นใจในที่นี้ไม่ใช่ว่าลูกค้าหรือใครลำบากแล้วคุณก็รู้สึกสงสารนะครับ แต่มันคือการเข้าใจและจับใจความเวลาที่ลูกค้าพูดอะไรออกมาว่าพวกเขาคิดอะไรหรือมีความรู้สึกอย่างไร เช่น ความสำคัญในชีวิตเขาตอนนี้ ความกังวล ความเสี่ยง อำนาจการตัดสินใจ ฯลฯ ซึ่งนักขายระดับท็อปจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้สูง ทำให้นำเสนอสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด

3. ต้องการเป็นผู้ชนะ

ความรู้สึกนี้ไม่มีไม่ได้แน่นอนสำหรับท็อปเซลล์ โดยเฉพาะท็อปเซลล์หมายเลข 1 ขององค์กรหรือธุรกิจส่วนตัวก็ตาม มันคือยอดภูเขา (Summit) ที่มีที่ยืนได้เพียงแค่ 1 เท่านั้น เพราะฉะนั้นท็อปเซลล์จะต้องมีความรู้สึกนี้และต้องการเป็นที่หนึ่งแบบขาวสะอาด ไม่เอาเปรียบใคร เป็นได้ด้วยฝีมือล้วนๆ

4. เป็นบุคคลที่ยืดหยุ่นสูง

ความยืดหยุ่น (Resilient) คือจะว่ากันแบบง่ายๆ ก็คือคนที่ไม่ได้ยึดติดแต่ตอนที่ตัวเองได้ดี แต่เมื่อตกอยู่ในสภาวะวิกฤติหรือเจอสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น โดนย้ายเขต เปลี่ยนตำแหน่ง เพิ่มยอด ฯลฯ พวกเขาจะไม่ตื่นตูมและพยายามหาทางออกด้วยอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ (ถึงจะยากก็เถอะเพราะต้องมีอยู่แล้วเรื่องความเครียด)

5. พวกเขาโฟกัสแต่งานที่ได้เงินเท่านั้น

พูดง่ายๆ คืออะไรที่มันทำแล้วไม่ได้เงินก็จะไม่เสียเวลาเท่าไหร่ ไล่ตั้งแต่งานแอดมินซึ่งท็อปเซลล์ที่แจ๋วจริงจะถึงขั้นเดินไปบอกเจ้าของบริษัทให้จ้างลูกน้องมาทำแทนได้เลยด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องการหาเงินเป็นหน้าที่ของพวกเขาเอง และพวกเขาไม่เสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องที่หลายๆ คนอาจมองว่าสำคัญ เช่น การประชุมภายใน ถ้าพวกเขามองว่ามันไม่สำคัญอะไรเท่าลูกค้ากับเงิน พวกเขาสามารถปฎิเสธได้อย่างไม่แคร์โลกเลยด้วยซ้ำครับ

6. พวกเขามีแพชชั่นกับความสำเร็จด้านการเงิน

ไม่มีท็อปเซลล์คนไหนไม่อยากรวย ความร่ำรวยและความมั่งคั่งที่แม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่เปลือกนอกสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ เช่น สินค้าแบรนด์เนม รถหรู บ้านหลังใหญ่ ฯลฯ พวกเขาหาเงินได้เยอะพอที่จะลงทุนกับเรื่องพวกนี้อย่างไม่เดือดร้อน หรือมอบความสำเร็จไปสู่คนที่พวกเขารักด้วยเงินทองซึ่งมันก็สร้างความสุขกับความมั่นคงได้มาก ทำงานหนักสุดก็ต้องเที่ยวให้สุดได้ คุณเคยเห็นท็อปเซลล์คนไหนไม่รวยหรือรายได้น้อยบ้างล่ะครับ

7. พวกเขาทำงานหนักมาก

เซลล์ขี้เกียจไม่มีทางเป็นท็อปเซลล์ได้ หรือทำงานแบบเสือนอนกินก็ไม่ได้หมายความว่าจะยืนยงเป็นท็อปเซลล์ได้ไปตลอด งานหนักในที่นี้คือการวิ่งออกตลาดต่อวันหรือเข้าพบลูกค้าให้ได้มากที่สุด พวกเขาไม่มีนะครับที่จะเข้าพบลูกค้าวันละ 1-2 นัด พอเสร็จธุระประมาณบ่ายสี่ก็กลับบ้าน อย่างนี้ชาตินี้ก็ไม่มีมีทางเป็นท็อปเซลล์ได้ หรือเป็นได้แค่ท็อปเซลล์ในกะลาใบเล็กๆ เท่านั้นครับ

8. พวกเขาโฟกัสการควบคุมปัจจัยแห่งชัยชนะเป็นสำคัญ

เชื่อหรือไม่ว่าการขายมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อยู่อย่างเดียวนั่นก็คือ “ลูกค้า” เท่านั้นครับ ดังนั้นพวกเขาจะไม่เสียเวลาคิดมากว่าลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อ พวกเขาจะเน้นการโฟกัสสิ่งที่ควบคุมได้ในมือ ซึ่งก็ไล่ตั้งแต่ ข้อเสนอ ราคา สินค้า บริการ ทีมงาน หลังการขาย ลูกค้าที่สามารถติดต่อได้ ฯลฯ และก็ต้องไปวัดกับคู่แข่งอีกต่อไปด้วย

9. มีความจริงใจ

ท็อปเซลล์ไม่เคยหลอกลวงลูกค้า และนั่นคือความจริงที่ทำให้ลูกค้าใหม่กลายเป็นขุมทรัพย์ ซึ่งก็คือลูกค้าเก่าหรือลูกค้าซื้อซ้ำนั่นเองครับ พวกเขากล้าบอกลูกค้าตรงๆ ว่าสินค้าตัวนี้ดีหรือไม่ดี ควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ หรือกล้าแม้แต่จะบอกว่าคู่แข่งดีกว่า แนะนำให้ซื้อคู่แข่งดีกว่าครับ คุณเองชอบมั้ยล่ะครับกับนักขายที่มีความจริงใจขนาดนี้

10. เรียนรู้ตลอดเวลาและเก่งในเรื่องการรักษาความสัมพันธ์อย่างยั่งยืน

พวกเขาไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งที่ทำให้พวกเขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ ความท้าทายและเป้าหมายที่สดใหม่ ทำให้พวกเขามีความมั่งคั่ง อีกอย่างนึงที่สำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีให้กับลูกค้า ไม่ใช่ว่าขายเสร็จแล้วก็หายหัว พวกเขาชอบที่จะรู้จักลูกค้ามากขึ้นไปอีก จนถึงขั้นกลายเป็นพี่เป็นน้อง เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือและหากิจกรรมอย่างอื่นทำนอกจากขายของเลยด้วยซ้ำ

What do you think?

วิธีบริหารความเสี่ยงสำหรับการขาย

อาชีพ Telesales ยังเจ๋งอยู่มั้ยในยุคออนไลน์แบบนี้?