ทำอย่างไรให้ลูกน้อง “อิน” กับแพชชั่นและวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจเหมือนกับเรา

เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ “หิน” มากๆ และเป็นที่หนักอกหนักใจของบรรดาเจ้าของธุรกิจแทบทุกคนเลยก็ว่าได้ ยิ่งพูดไม่ค่อยเก่ง ปลุกใจไม่ค่อยเป็น หรือมาแนวๆ “ลูกทายาทฯ” ก็คงยากพอสมควรที่จะเล่าเรื่องในตำนานหรืออินกับธุรกิจได้เหมือนกับรุ่นพ่อ ผลก็คือไปโทษพนักงานตาดำๆ ว่าไม่มีความเป็นเจ้าของธุรกิจบ้างล่ะ ไม่มีหัวใจการเป็นเจ้าของกิจการบ้างล่ะ ซึ่งก็แหงล่ะครับ พวกเขาเป็นลูกน้องครับ ไม่ใช่ถูกจ้างมาเป็นเจ้าของ ดังนั้นศาสตร์แห่งการสร้างแพชชั่นเพื่อให้ลูกน้องอินกับงานจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะเรื่องนี้มันไม่ง่าย ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว มาดูเคล็ดลับและวิธีการดีๆ จากผมกันครับ

1. ต้องฝึกฝนการเป็น “นักเล่าเรื่อง” ที่ยอดเยี่ยมให้ได้

เรื่องนี้เป็นไฟต์บังคับนะครับ ต่อให้พูดไม่เก่ง หรือขี้อาย ปอดแหก คุณต้องอย่าไปสนใจครับ ถ้าคุณเป็นหัวหน้าหรือเจ้าของบริษัท ลูกน้องย่อมให้ค่าคุณอยู่ดี สเต็ปที่จะทำให้คุณเป็นนักเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจที่ทำจนลูกน้องอิน มีดังนี้

– เล่าที่มาที่ไป ประวัติความเป็นมาของธุรกิจ บริษัท ความเหนื่อยยากลำบากและต้องใช้ความพยายามวิริยะอุตสาหะกว่าที่จะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ เรื่องนี้บรรดาทายาทฯ ควรไปพูดคุยกับ “ผู้สถาปนา” แล้วก็อปเรื่องราวมาเล่าจนคล่องปากให้ได้นะครับ ส่วนคนที่ทำธุรกิจด้วยตนเองย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่ากว่าจะฝ่าฟันกันมาได้ คุณต้องผ่านอะไรมาบ้าง ลูกน้องจะได้เข้าใจเรามากขึ้น

– เล่าต่อยอดจากที่มาที่ไป จนกลายเป็นวิสัยทัศน์ที่จับต้องได้ สิ่งนี้คือพลังบวกที่ทำให้ลูกน้องอินมากขึ้นไปอีกเพราะว่าเราทำงานแบบมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีแพชชั่นและมีความทะเยอทะยาน ซึ่งจะเริ่มเชื่อมโนงกับลูกน้อง ณ จุดต่อไปนี้

– เชื่อมโยงว่านี่คือเหตุผลที่ต้องมีพวกเขา ทำให้ลูกน้องเห็นว่างานที่พวกเขาทำมีความสำคัญและต้องการอารมณ์ร่วมเพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

– สื่อสารแบบทันสมัยทุกช่องทาง ไล่ตั้งแต่รูปภาพ รูปปั้น ห้องพิพิธภัณฑ์เล่าที่มาที่ไปของธุรกิจ ไปจนถึงการทำคอนเทนต์สมัยใหม่ทั้งวีดีโอคลิป นิตยสารออนไลน์ เพจเฟซบุ้ค ช่องยูทูป อีเมล ป้ายบริษัท ฯลฯ ลูกน้องจะรับรู้ได้ทันทีว่านายใหญ่อินกับธุรกิจมาก อีกทั้งยังทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจอีกด้วย (อารมณ์ทำงานกับพี่โอ้ต ปราโมทย์อะครับ)

2. เป็นนักลงมือทำ กล้าที่จะ “คลุกฝุ่น” ไปกับลูกน้อง

ได้ใจกันไปเต็มๆ และไม่จำเป็นว่าการคลุกฝุ่นต้องเกี่ยวกับการลงไปขายของเท่านั้น การลงมือทำแบบคลุกฝุ่นไล่ตั้งแต่การมีส่วนร่วมในสายงานผลิต ติดตั้ง คุมคุณภาพ ไปจนถึงการขาย การตลาด การเงิน ซึ่งก็แนะนำว่าควรคลุกฝุ่นในบทบาทหลักที่เราทำเป็นหลัก เช่น เจ้าของควรจะเน้นที่งานขายหรืองานทำดีลใหญ่ๆ ร่วมกับลูกน้อง เป็นต้น ยิ่งตอนที่มีอุปสรรคแล้วคุณทำงานเป็นทีมร่วมกับลูกน้องจนสามารถฝ่าฟันไปได้ คุณจะโคตรได้ใจลูกน้องไปเต็มๆ ครับ เป็นนักลงมือทำแถมยังเป็นนักเล่าเรื่องที่เปี่ยมล้นไปด้วยแพชชั่น ลูกน้องย่อมอยากทำงานกับเราไปจนตายครับ

3. เป็นผู้ที่ชอบ “ให้โอกาสคน”

โอกาสที่ว่าก็คือกล้าที่จะให้ลูกน้องได้มีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็นทั้งเชิงบวกหรือเชิงวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่ถือตัว หรือเอาที่จับต้องได้ก็คือการกล้ามอบโอกาสสำคัญกับลูกน้องที่แววดีในการจับโปรเจคยากๆ เสี่ยง กล้าที่จะให้พวกเขาลองและตัดสินใจกับสิ่งใหม่โดยที่คุณเองก็ยอมรับความเสี่ยงได้ ที่สำคัญคือต้องเป็นกุนซือที่ดีให้ลูกน้องได้ ลูกน้องจะรับรู้ได้เลยว่าคุณกำลังไว้วางใจพวกเขามากขึ้น ผลก็คืออินกับสิ่งที่คุณกำลังทำมากยิ่งขึ้น

4. เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปี่ยมไปด้วยแพชชั่น

วัฒนธรรมองค์กรจะเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวตนของคุณที่เป็นแบบนั้น อยากได้องค์กรที่แข่งขันกันเชิงบวก ทำงานด้วยความจริงจัง ขึงขัง คุณก็จำเป็นต้องสร้างมันขึ้นมา ควรทำให้องค์กรเป็นสถานที่แห่งความสำเร็จ มีการมอบรางวัลหรือกิจกรรมนอกเวลางานที่แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ฉลองปิดยอดแล้วพาไปเลี้ยงเบียร์ ฯลฯ แต่การทำอะไรที่เป็นกันเองก็จะได้ใจลูกน้องมากยิ่งขึ้น หรือเรื่องทางการที่ดี เช่น การส่งลูกน้องไปอบรม สัมมนา จ้างวิทยากรเก่งๆ มาให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ พวกเขาก็จะรับรู้ได้อีกเช่นกันครับ

5. เป็นผู้สร้างความเป็นกันเองกับลูกน้องด้วยความผูกพันธ์

สุดท้ายก็คือการสร้างความสัมพันธ์ให้มีความแน่นแฟ้น กันเอง พาไปกินเลี้ยง พาไปเที่ยว และมีความสัมพันธ์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์แบบเปิดเผย ไม่ใช่การจับผิด แต่ต้องเปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจที่ดี และตัวเราเองก็ต้องเป็นคนจริงใจ เปิดเผย สนใจในชีวิตประจำวันของพวกเขา แม้กระทั่งเรื่องปัญหาส่วนตัว

การทำให้ลูกน้อง “อิน” กับแพชชั่นและวิสัยทัศน์ของเรา คือการเปลี่ยนจาก “พนักงาน” ให้เป็น “เจ้าของร่วมทางความรู้สึก” ที่พร้อมจะทุ่มเทและผลักดันองค์กรไปข้างหน้าด้วยพลังที่มาจากข้างในครับ

Leave your vote

Comments

0 comments

Similar Posts