คุณควรรับมือกับ 'Gen Z' อย่างไร เมื่อได้พวกเขาเข้ามาทำงาน

 

ผมเองเคยถูกเรียกว่าเป็น 'เด็กรุ่นใหม่' มาก่อน ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ใหม่เพราะอายุขึ้นเลข 'สาม' แล้ว (ฮา) เมื่อก่อนสมัยทำงานใหม่ๆ มักจะโดนผู้ใหญ่รุ่นลุง 'ตราหน้า' ว่าขี้เกียจ ทำงานไม่ทน ติดอินเทอร์เน็ต ขี้เบื่อ เหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ อยู่เนืองๆ ซึ่ง ณ ตอนนั้นจนถึงตอนนี้มีระยะเวลารวม 10 ปี เห็นจะได้

 

ตอนนี้ผมกลายเป็น 'เด็กรุ่นไม่ใหม่' อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว พร้อมรับมือกับบทบาทสำคัญในการเป็น 'ผู้จัดการ' ขององค์กรขึ้นไป หมายความว่าความท้าทายใหม่ๆ ของผมก็คือการได้ลูกน้องซึ่งเป็นเด็ก 'Gen Z' เข้ามาทำงานครับ

 

อนึ่ง กล่าวถึงเรื่อง Gen Y กับ Gen Z กันก่อน คน Gen Y อย่างพวกผมจะมีอายุประมาณ 26-35 ปี ถือว่าเป็นเด็กยุคทศวรรษที่ '90' เติบโตมากับช่อง 9 การ์ตูน ระบบเอ็นทรานซ์แบบเก่า ดิจิมอน เกมบอย บอยแบนด์ โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คยุคแรกคือ MSN, Pirch, Hi5 ก่อนจะมาเป็นเฟซบุ้ค ใครอ่านถึงตรงนี้ก็แสดงว่าโดนดักแก่นะ (ฮา)

 

ส่วนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดงานในปัจจุบันนี้ เราจะเรียกพวกเขาว่า 'Gen Z' ซึ่งจะมีอายุตั้งแต่ 25 ปีลงมา โดยเฉพาะเด็กจบใหม่อายุ 20 พวกเขาเติบโตมากับ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไอโฟนรุ่นแรกๆ มีแม็คบุ้คใช้ ทำการบ้านได้ง่ายๆ ได้กูเกิ้ลกับวิกิพีเดีย (Wikipedia) โตมากับเกมออนไลน์และยูทูเบอร์อย่างสมบูรณ์แบบ แถมพวกเขายังชอบใช้ ทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นช่องทางการสื่อสารอีกด้วย

 

ในฐานะที่ผมเป็นบริษัทสตาร์ทอัพของไทย มีพนักงานที่เป็นคน Gen Z เพิ่มเข้ามาเป็นทีมงานใหม่จำนวนมาก ผมเองซึ่งเป็นคน Gen Y จึงมีประสบการณ์ในการรับมือพวกเขาซึ่งว่ากันว่าเป็นรุ่นที่ 'เอาใจยาก' มากที่สุดในโลกแห่งการทำงานเลยก็ว่าได้ (ฮา)

1. ให้เกียรติพวกเขาก่อนเสมอในฐานะที่พวกเขา 'น่าจะ' ฉลาดกว่าคุณ

 

ครับ คุณฟังไม่ผิดหรอก พวกเขามีแนวโน้มว่าจะฉลาดกว่าคุณถ้าวัดจากเงื่อนไขตอนที่ 'อายุเท่ากัน' นะครับ พวกเขาเติบโตมากับยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างสามารถหาความรู้ได้แค่ปลายนิ้ว พวกเขาจึงเป็นเด็กที่ 'เชื่อคนยากขึ้น' แม้แต่คุณครูประจำชั้นของพวกเขาเอง เพราะพวกเขาเข้าถึงข้อมูลได้หลายแหล่งมากกว่าคุณ (Gen Y, Gen X) ซึ่งสมัยเรียนมัธยมถูกเสี้ยมสอนมาให้ 'ท่องจำ' แบบนกแก้วนกขุนทอง คุณภาพการสอนของอาจารย์ที่ไม่เหมือนกันทำให้คุณอาจจะได้รับความรู้แบบผิดๆ ถูกๆ มาก็ได้ ผิดกับเด็ก Gen Z ลิบลับที่ต่อให้เรียนโรงเรียนไม่ดัง โนเนม แต่ขอให้มีอินเทอร์เน็ต 4G พวกเขาก็สามารถเรียนรู้ได้ไม่แพ้กับเด็กโรงเรียนดัง (ถ้าใฝ่ดีนะ)

 

ไม่ผิดที่พวกเขาอาจจะดูหัวรั้นอยู่หน่อยๆ แต่ถ้าคุณเข้าใจธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่พวกเขาโตมาตามสไตล์เด็ก Gen Z ผมบอกเลยว่าคุณกำลังมีข่าวดีที่จะได้เด็กอายุน้อย มีต้นทุนสูง สามารถเรียนรู้งานได้ไว ทำงานได้รวดเร็ว การให้เกียรติพวกเขาโดยไม่เกี่ยงอายุโดยมองที่ความสามารถเป็นหลักจะทำให้พวกเขา 'ไว้วางใจ' คุณมากขึ้น ส่งผลให้เขาทุ่มเทกับการทำงานอย่างสุดฝีมือ ไม่ใช่เพื่อคุณ แต่อาจจะเป็นเพื่อ 'พิสูจน์' ตัวเองว่าพวกเขานั้นเจ๋งแค่ไหน สิ่งที่คุณได้ผลประโยชน์ต่อจากนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ยิ้มอ่อนๆ เอาไว้แล้วรอรับเงินจากลูกค้าก็โอเค (ฮา)

 

2. Work-Life Balance คือปรัชญาที่เหมาะสมกับการทำงานของพวกเขา

 

คำว่า Work-Life Balance เป็นคำที่ฝรั่งเอามาใช้ปรับวัฒนธรรมองค์กรใหม่โดยเฉพาะในองค์กรอเมริกัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ยุคของผม (Gen Y) เอง ซึ่งผมเคยทำงานบริษัทอเมริกันระดับโลกและมีการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรในช่วงนั้นพอดี ปรัชญาของ Work-Life Balance หรือทำงานและใช้ชีวิตให้สมดุล เริ่มมาจากสุดยอดองค์กร Gen Y เฟื่องฟูในตำนานอย่าง กูเกิ้ล (Google) เรื่อยมาจนถึงเฟซบุ้ค (Facebook) ซึ่งความน่าสนใจมีตั้งแต่สวัสดิการของพนักงานที่ทำงานราวกับอยู่บ้าน มีมุมพักผ่อนหย่อนใจ มีโต๊ะปิงปองให้เล่นกีฬาระหว่างทำงานเพื่อผ่อนคลายความเครียด มีปาร์ตี้ มีบาร์เบียร์ในบริษัท ฯลฯ ซึ่งเป็นการ 'ฉีกกระชาก' การทำงานแบบลุงๆ รุ่น Gen X ลงสิ้นเชิง

 

ถ้าคุณเป็นผู้บริหารรุ่นเดอะ อาจจะไม่เข้าใจว่าเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ทำงานและสนุกกับชีวิต เลิกตรงเวลา อะไรทำนองนี้แล้วลูกน้องจะทำงานดีได้อย่างไร ผมขอให้คุณดูกูเกิ้ลเป็นตัวอย่างนะครับ เด็กรุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z จะค่อนข้าง 'แอนตี้' การทำงานของคนสมัยเก่าเป็นอย่างมาก เช่น ทำงานตอกบัตรแต่เช้าตรู่ เลิกงานหลังเจ้านาย ต้องอยู่ออฟฟิศดึกๆ เพื่อโชว์ความขยันออกมา ชีวิตต้องทุ่มให้งานเกินร้อย ต้องเป็นยอดมนุษย์เงินเดือน ฯลฯ พวกเขารู้วัฒนธรรมเหล่านี้ดีจากการ์ตูนญี่ปุ่น ภาพยนตร์เกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือน หนังสือหรือเพจที่แนะนำให้คนอยากรวย รวมทั้งไลฟ์สไตล์ของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตได้อย่างน่าอิจฉา ทำงานดี มีเวลา แถมมีตังด้วย (ฮา)

 

3. สไตล์การทำงานแบบคนรุ่นเก่าจะทำให้พวกเขาเบื่องานและหนีไปจากคุณ

 

สืบเนื่องจากเรื่อง Work-Life Balance ถ้าคุณยังยึดติดกับระบบการทำงานแบบเก่าที่น่าเบื่อ พวกเขาในฐานะคนรุ่นใหม่จะเริ่ม 'ต่อต้านคุณ' จากน้อยไปหามาก เป็นระเบิดเวลาที่ทำให้ระบบการทำงานของคุณเสียหาย ไล่ตั้งแต่การคัดเลือกพนักงานใหม่ เงินเดือนที่จ่ายไปให้พวกเขา เป็นต้น ซึ่งถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงต่อต้าน เบื่อ และลาออก คุณอาจจะสรุปไปเองว่าพวกเขา 'เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ' ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นองค์กรของคุณก็ได้ที่ไม่ปรับตัวเข้าหาพวกเขาและคิดว่าระบบเดิมๆ นั้นถูกเสมอ ในขณะที่องค์กรระดับโลกเขาปรับปรุงไปไหนต่อไหนแล้ว พวกเขาจะไม่แคร์ถ้าจะต้องเปลี่ยนงานใหม่ โดยเฉพาะเด็กที่ดีกรีค่อนข้างดี มีของ เพราะพวกเขาหางานใหม่ได้อยู่แล้ว

 

4. ใช้ระบบการฝึกอบรมพนักงานที่ได้มาตรฐาน

 

เพื่อป้องกันการสูญเสียพวกเขาไปและต้องหาดาวรุ่งดวงใหม่เข้ามาแทนที่ ตัวอย่างเช่น ทีมขาย ซึ่งคุณมี Gen Z ที่ทำงานได้ดี เป็นตัวความหวัง ทำยอดให้คุณได้เรื่อยๆ แต่ถ้าคุณหวังพึ่งพวกเขามากเกินไปโดยไม่สามารถฝึกอบรมพนักงานคนอื่นให้เก่งได้เหมือนตัวท็อป Gen Z พวกเขาซึ่งไม่ค่อยแคร์เรื่องความจงรักภักดีและอาจจะย้ายงานไปสู่ที่ที่เงินเดือนดีกว่า ผลประโยชน์มากกว่า (ไม่แปลกที่พวกเขาจะคิดแบบนั้น เพราะตำราคาธุรกิจบอกว่านักขายก็คือนักธุรกิจคนหนึ่ง) อาจจะทำให้คุณเสียผลประโยชน์ การมีแผนรองรับด้วยระบบการขายที่ทำให้นักขายทำงานได้เหมือนกันจะช่วยป้องกันความเสี่ยงในจุดนี้ได้ 

 

5. ใช้เทคโนโลยีปรับปรุงให้องค์กรมีความทันสมัยเพื่อดึงดูดพวกเขาให้มาทำงาน

 

กลุ่ม Gen Z ในยุคนี้ ต้องบอกว่ามี 'พรสวรรค์' (Talent) มากทีเดียว เพราะพวกเขาคลุกคลีกับเทคโนโลยีมาตั้งแต่เด็ก เป็นไปได้ว่าพวกเขายินดีที่จะทำงานกับบริษัทโนเนมหรือเปิดใหม่ มากกว่าองค์กรโบราณที่เปิดมานาน รวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทยก็จริง แต่ปรากฎว่า 'ไม่น่าทำงาน' เพราะไม่ค่อยมีนวัตกรรมอะไร เป็นองค์กรที่มีแต่ 'ลุงๆ ป้าๆ' อยู่เต็มไปหมด (ฮา) พวกเขาจึงมีแนวโน้มว่าจะเลือกทำงานกับบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีหรือมีนวัตกรรมในองค์กร เช่น บริษัทสตาร์ทอัพ บริษัทด้านเทคโนโลยี เป็นต้น งานของกลุ่มนี้จึงเติบโตยังไงครับ

 

ถ้าคุณอยู่ในฐานะเจ้าของบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำที่เปิดมานาน จงศึกษาตัวอย่างการปรับตัวขององค์กรอายุนับร้อยอย่าง 'SCG' ให้ดี ที่มีการประชาสัมพันธ์ สร้างสิ่งที่น่าสนใจและเน้นความสำคัญต่อคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น กิจกรรมภายในองค์กร อาคารใหม่ที่เน้นเรื่องความทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โปรแกรมพัฒนาขีดความสามารถของคนรุ่นใหม่ อุปกรณ์ไอทีและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อช่วยความสะดวกสบายในการทำงาน เป็นต้น พวกเขาถือว่าเป็นองค์กรที่น่าทึ่ง ปรับตัวตลอดเวลา ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในองค์กรในฝันเสมอ

 

6. จงให้โอกาสพวกเขาในการแสดงความสามารถอย่างเต็มที่

 

เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับการมอบโอกาสให้พวกเขา 'วาดลวดลาย' ได้อย่างเต็มที่โดยมีข้อแม้ว่าคุณต้องอย่าคอยแต่ 'จ้องจับผิด' หรือ 'หมั่นใส้' ด้วยอารมณ์ส่วนตัวเป็นอันขาด คุณจะต้องเป็น 'โค้ช' สำหรับพวกเขา ถ้าพวกเขาทำแล้วผลงานออกมาไม่น่าพอใจ จงให้คำแนะนำพร้อมกับสอนพวกเขาอย่างจริงใจ ทำเป็นตัวอย่างให้ดูแบบต่อหน้า หรือถ้าพวกเขาทำได้ดีมาก จงคิดบวกและส่งเสริมให้พวกเขาได้แสดงบทบาทที่สำคัญมากยิ่งขึ้นเสมอ สมมติว่าผลงานเข้าตามากๆ คุณจะ 'ลองดัน' ให้พวกเขาเป็นตำแหน่งผู้จัดการ คุมพวก 'Gen Y' แทนก็ยังได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขาเชื่อใจและไว้ใจ กลายเป็นความ 'จงรักภักดี' จากที่คุณเชื่อมั่นในตัวพวกเขานั่นเอง

รู้จักคน Gen Z มากขึ้นแล้วใช่มั้ยครับ อีกไม่นานพวกเขาจะเป็นบุคคลที่ 'ขับเคลื่อน' ระบบธุรกิจทั้งหมดแทนพวกเรา เหมือนที่ Gen Y ได้กลายเป็นผู้นำโลกในยุคของโซเชี่ยลมีเดียอย่าง 'Facebook' หรือธุรกิจสตาร์ทอัพอย่าง Grab, Uber กันมาแล้ว

Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Linkedin
Please reload

Follow on Facebook

latest Post

Please reload

Popular Post

Please reload

Pornpat Wattananiyomkajohn (Pan)

นักธุรกิจและผู้บริหารระดับสูง Gen-Y ของบริษัทสตาร์ทอัพข้ามชาติมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ผู้คลั่งไคล้และมีแพชชั่นเกี่ยวกับการขายแบบองค์กร (B2B) เป็นเจ้าของเพจ "กูนี่แหละเซลล์ร้อยล้าน" ที่มีผู้ติดตามบนเฟซบุ้คมากกว่า 56,000 คน และได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษากับวิทยากรด้านการขายแบบองค์กรให้กับบริษัทระดับประเทศมากกว่า 100 บริษัท

  • Facebook Social Icon
  • LinkedIn ไอคอนสังคม
SALE100MILLION OCT_Sale Mastery 16-9 ban

CONTACT US

  • Facebook Social Icon

FACEBOOK

LINE

  • LinkedIn Social Icon

LINKEDIN

©Copyright reserved 2017 - Silverlake consulting co., ltd