in

5 การตลาดที่ล้มเหลวซึ่งคุณควรเรียนรู้ไว้บ้าง

การตลาด (Marketing) มีจุดประสงค์อันเป็นเป้าหมายสูงสุดก็คือการก่อให้เกิดการซื้อขาย การตลาดแบบง่ายๆ ที่แม้แต่เด็กปอสี่ก็สามารถคิดได้ตัวอย่างเช่น การโฆษณา นั่นเองครับ

หลักการของการโฆษณาตามที่คุณรับรู้โดยทั่วกัน เช่น การเลือกใช้พรีเซนเตอร์ชื่อดัง การใช้วีดีโอกับเสียงเพลงประกอบงานโฆษณา การใช้เสียงของนักพากย์ในการบรรยายสรรพคุณสุดล้ำของสินค้า (ซึ่งบางครั้งก็ติดโม้มากจริงๆ) จากนั้นก็ระดมเปิดกรอกหูตามสื่อต่างๆ เช่น ทีวี วิทยุ ป้าย นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ยูทูป เฟซบุ้ค เป็นต้น

จะว่าไปแล้วการตลาดเท่าที่พูดมานั้น เป็นเรื่องที่ “ต้องใช้เงิน” แทบทั้งนั้นเลยล่ะครับ เพียงแค่คิดจะทำก็ต้องมีงบประมาณเพียงพอต่อเป้าหมายของคุณ แสดงว่าถ้าขืนซี้ซั้วทำการตลาดแบบไม่รอบคอบ บางทีก็ถึงขั้น “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” กันเลยทีเดียว

การตลาดที่ห่วยจึงเปรียบเสมือนกับการเอาเงินไปเผาเล่น ที่สำคัญคือหลายๆ กรณีนั้นอาจทำให้เกิดเรื่องราวระดับชาติ หรือเกิดความขัดแย้งระดับโลกเลยล่ะครับ ไม่เชื่อดูข่าวการทำโฆษณาที่ผิดพลาดหลายๆ ตัวดูก็ได้

ผมจึงขอแชร์การตลาดที่ทำให้สิ่งที่คุณทำนั้นล้มเหลวซึ่งคุณสามารถเรียนรู้และตั้งอยู่กับความไม่ประมาทครับ

1. คิดว่าวิธีการทำงานที่ผ่านมานั้นดีอยู่แล้ว

การยึดติดแต่ความสำเร็จที่ผ่านมาแล้วไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยหรือกาลเวลา เช่น การมุ่งเน้นการทำโฆษณาหรือการตลาดแบบเดิมๆ ผ่านทีวี ทั้งๆ ที่กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าที่น่าจะซื้อคุณได้นั้นหนีไปดูอย่างอื่นในมือถือกันหมดแล้ว อาจทำให้เกิดความเสี่ยงของการเอาเงินไปเผาเล่นได้ แถมยังมีโอกาสโดนคู่แข่งที่เข้าตลาดมาใหม่ๆ “เผาคุณเล่น” ได้อีกด้วย คุณจึงไม่ควรอ้างด้วยเหตุผลแบบนี้แล้วไม่ยอมลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยเครื่องมือทางการตลาดที่ทันสมัยกว่า ตรงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่า สิ่งนี้จะทำให้ธุรกิจของคุณปรับตัวได้ตามยุคสมัยครับ

2. ไม่แน่ใจว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

กลุ่มเป้าหมาย (Target Audience) คล้ายๆ กับคำว่าลีด (ลูกค้ามุ่งหวัง) ของการขายแบบองค์กร ตัวอย่างเช่น คุณทำธุรกิจขายผ้าอ้อม กลุ่มเป้าหมายของคุณก็คือแม่และเด็ก คุณทำการตลาดขายรถปิ๊กอัพ กลุ่มเป้าหมายควรจะเป็นวัยทำงานเพศชายเป็นหลัก เป็นต้น ซึ่งการทำการตลาดแบบปราศจากข้อมูลจะทำให้คุณ “คลำเป้าไม่ถูก” ทำให้งานโฆษณาที่ออกมานั่นไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณทำการตลาดเน้นขายวัยรุ่น แต่เลือกใช้ดาราดังที่วัยรุ่นไม่รู้จักหรือไม่ได้คลั่งไคล้เหมือนคนรุ่นเก่า เป็นต้น การตลาดของคุณเลยมีข้อผิดพลาด

3. ไม่สนใจคู่แข่ง

คู่แข่งคืออีกหนึ่งอุปสรรคที่คุณต้องเผชิญ โดยเฉพาะคู่แข่งที่ทำสินค้าเหมือนกับคุณ การไม่ศึกษาข้อมูลหรือเฝ้ามองว่าคู่แข่งทำอะไรบ้างถือว่าเป็นความหายนะอย่างแท้จริง เพราะการตลาดของคู่แข่งอาจจะเหนือกว่าคณเยอะ ทำให้ยอดขายไปที่ฝั่งคู่แข่งมากกว่า คุณจึงจำเป็นต้องศึกษาสิ่งที่คู่แข่งทำทุกย่างก้าวและวัดผลการกระทำของพวกเขาเมื่อเปรียบเทียบกับคุณทุกขั้นตอนครับ

4. สื่อสารไม่ตรงจุด

การสื่อสาร (Communication) คือสิ่งที่นักการตลาดต้องคิดและมีไอเดียเพื่อให้ทั้งข้อความ เสียง รูปภาพเคลื่อนไหว สามารถสื่อไปได้ตรงใจของผู้รับสาร (กลุ่มเป้าหมาย) ได้ดีที่สุด แต่การตลาดที่ห่วยคือการใช้สิ่งเหล่านี้แบบไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่าไม่รู้เรื่อง ไม่น่าสนใจ ไม่น่าตอบโจทย์อะไรได้ ผลก็คือไม่มียอดซื้อเกิดขึ้นหรือกลุ่มเป้าหมายได้เห็นก็รู้สึกเฉยๆ จากนั้นก็ลืมๆ ไปแล้วหลังจากที่การตลาดนั้นจบลง

5. คู่แข่งมากเกินไปจนไม่มีความแตกต่าง

เป็นธรรมดาของโลกนี้ที่มีคนรวยเกิดขึ้นมา คงไม่มีใครเปิดโอกาสให้คุณรวยอยู่คนเดียว โลกนี้จะสร้างคู่แข่งขึ้นมาอยู่เสมอ แทบจะทุกธุรกิจล้วนมีคู๋แข่ง มากน้อยขึ้นอยู่กับความยากง่ายของตัวธุรกิจเอง เช่น ธุรกิจด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีนั้นคงมีคู่แข่งไม่มากเพราะก็อปปี้ยาก (แต่ก็มีคู่แข่งอยู่ดี) เป็นต้น ในสภาวะที่ตลาดของคุณมีคู่แข่ง คุณจะตกอยู่ในเกมของการหาร “ส่วนแบ่งตลาด” (Market Share) อยู่ดี ไม่มีทางกินรวบได้ แถมคู่แข่งที่มากเกินไปก็จะทำให้ความแตกต่างของสินค้าของคุณน้อยลง เช่น มือถือสมาร์ทโฟนที่ทุกวันนี้ไอโฟนไม่ได้เป็นเทพอีกต่อไปแล้ว แทบไม่ต่างกับมือถือจีน การตลาดก็งั้นๆ ผลก็คือยอดขายทั้งโลกโดยรวมนั้นลดลงครับ

นี่คือมุมมองด้านการตลาดที่ล้มเหลวในภาพรวมของผมครับ

What do you think?

วิธีสร้างความต้องการของลูกค้าแบบต่อหน้า (เทคนิคชั้นสูง)

9 สิ่งที่นักขายต้องทำ…หลังเมามันส์จากเทศกาลสงกรานต์