สาเหตุที่คุณยังก้าวขึ้นสู่การเป็นนักขายมืออาชีพไม่ได้เสียที

 

การทำอาชีพเซลล์หรือนักขาย โดยเฉพาะนักขายในองค์กร ถือว่าเป็นอาชีพที่สำคัญและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาโดยตลอด โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โลกนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างรวดเร็ว

 

อาชีพนักขายในปัจจุบันจึงถูกยกระดับความสำคัญ แทบจะทุกพื้นที่ของวงการธุรกิจ เรียกได้ว่าบริษัทไหนมีนักขายฝีมือดีอยู่ในมือมากๆ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อธุรกิจโดยรวมมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะการแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งและการสร้างยอดขายจากกลุ่มลูกค้าใหม่ กับการดูแลพวกเขาเป็นอย่างดีเพื่อให้พวกเขากลายเป็นลูกค้าขาประจำ

 

เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้อาชีพนักขายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และทำให้เหล่าคนทำงานที่ประกอบอาชีพนี้ได้รับรายได้ที่สูงเกินค่าเฉลี่ยของค่าตอบแทนจากหลายๆ สาขาอาชีพ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่เรียกว่า "คอมมิชชั่น" 

 

ซึ่งค่าคอมมิชชั่นนี่เองที่ทำให้เหล่านักขายได้ผลประโยชน์ราวกับ "เจ้าของกิจการ" หรือผู้ถือหุ้น เรียกได้ว่า "ทำมากได้มาก" ยิ่งขยัน ปิดการขายได้ ก็ยิ่งได้เงินเข้ากระเป๋ามากนั่นเอง 

 

หลายๆ ท่านถึงขั้นกลายเป็น "เจ้าของกิจการ" ที่มีฝีมืออันยอดเยี่ยม ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นนักขายมานักต่อนัก กลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน แถมยังมีกิจการที่มั่นคง

 

แต่การก้าวขึ้นสู่การเป็น "นักขายระดับมืออาชีพ" นั้นก็ไม่ใช่ของง่าย สิ่งที่ต้องมีคือความรู้ความเชี่ยวชาญรวมถึง "วิธีการ" ที่ถูกต้อง อีกทั้งยังต้องมีวินัยและมีการฝึกฝนตัวเองตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ต่างจากอาชีพอื่น 

 

นักขายหลายๆ ท่านทำงานมาเป็นสิบปี แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในสายงานเสียที ยิ่งนักขายมือใหม่ที่พึ่งจบใหม่คงไม่ต้องพูดถึง เผลอๆ บางคนเปลี่ยนใจไปทำอาชีพอื่นเลยก็มี

 

ผมจึงขอแชร์สาเหตุที่คุณยังก้าวไปสู่การเป็นนักขายระดับมืออาชีพไม่ได้เสียทีกันเลยครับ ลองเช็คตัวเองนะครับว่าคุณอยู่ในข่ายเหล่านี้หรือเปล่า

1. เป้าหมายของการประกอบอาชีพนี้ของคุณไม่ชัดเจนมากพอ

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องของไมนด์เซ็ต (Mindset) ล้วนๆ ซึ่งการเป็นนักขายจะต้องเริ่มต้นจาก "ความอยากรวย" และประสบความสำเร็จก่อนเป็นอันดับแรก การประกาศให้โลกรู้ว่าตัวเองอยากรวย (แบบสุจริต) ไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด นักขายที่อยากรวยย่อมอยากทำงานในอาชีพนี้ให้ประสบความสำเร็จ พร้อมทั้งต่อยอดธุรกิจออกไปให้ได้จากการเป็นนักขาย ซึ่งถ้าคุณมีทัศนคติหรือเป้าหมายในเรื่องนี้ไม่ชัดเจนพอ คุณก็จะมีแนวโน้มเป็นนักขายระดับธรรมดาๆ เท่านั้นครับ
 

2. คุณยังไม่เข้าใจหน้าที่ของการเป็นนักขายมากพอ

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าคุณไม่เข้าใจหน้าที่ของตัวเองว่าการเป็นนักขายแบบมืออาชีพจะต้องทำ "กิจกรรมการขาย" อะไรบ้างที่ทำให้คุณได้เงิน คุณก็จะมีแนวโน้มว่าจะทำงานแบบสะเปะสะปะ หรือทำงานไม่เป็นไปเลยก็มี นักขายแบบมืออาชีพจะรู้ว่าตนเองต้องทำกิจกรรมอะไรและให้ความสำคัญกับสิ่งใดเพื่อให้ทุกอย่างดลบันดาลไปสู่การสร้างยอดขาย และนักขายมืออาชีพจะรู้ดีว่าการขายนั้นไม่มีคำว่า "ฟลุ้ก" หรือต้องมีเส้นสายเยอะๆ เด็ดขาด

 

3. คุณยังยึดติดกับคำว่านักขายที่เก่งจะต้องมีคอนเน็กชั่นเยอะๆ

 

ผมไม่เถียงว่าคอนเน็กชั่นหรือคนรู้จัก โดยเฉพาะคนใหญ่คนโตที่เขาน่าจะมีผลประโยชน์กับคุณจะส่งผลดีต่อการขายและทำให้คุณขายง่ายขึ้น แต่ถ้าคุณหาลีดหรือลูกค้าใหม่ไม่เก่ง คงมีซักวันที่คุณใช้คอนเน็กชั่นไปหมดแล้ว จากนั้นก็ขายใหม่ไม่ได้อีก หรือถ้าย้ายบริษัทไปขายสินค้าตัวอื่น คุณก็กลายเป็นแค่ "เด็กอนุบาล" ก็เท่านั้นเอง ถ้าคิดไปเองว่านักขายที่เก่งจะต้องมีคอนเน็กชั่นมาก่อน เด็กจบใหม่คงหมดสิทธิ์ที่จะขายของได้แล้วล่ะครับ 

 

4. คุณหาลีดลูกค้าใหม่ไม่เก่ง 

 

การหาลีดลูกค้าใหม่ในสมัยก่อนคงหนีไม่พ้นการเปิดสมุดหน้าเหลืองหรือกูเกิ้ลดูเบอร์โทรศัพท์ลูกค้าตามกลุ่มธุรกิจที่น่าจะซื้อคุณได้ หรือขาดการใช้เครื่องมือที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นเช่นโซเชี่ยลมีเดียอย่างลิ้งก์อินหรือเฟซบุ้ค คุณเลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากในการหาชื่อ เบอร์โทร เพื่อโทรทำนัดลูกค้าใหม่ คุณจึงคิดว่าการมีคอนเน็กชั่นเยอะๆ หรือถามคนอื่นเอาคงเป็นเรื่องที่ง่ายกว่ายังไงล่ะครับ รู้ตัวอีกทีก็ "เสร็จ" นักขายมืออาชีพที่หาลีดเก่งกว่าด้วยเครื่องมือดีๆ แล้ว

 

5. คุณอ่อนเรื่องการโทรทำนัด

 

การโทรทำนัดลูกค้าใหม่ที่เป็นคนแปลกหน้าย่อมเป็นเรื่องยากสำหรับนักขายทั้งมือเก่าและมือใหม่ นักขายรุ่นเก๋าบางคนมาจากวงการนักขายที่ได้ดูแลลูกค้าตามที่บริษัทมอบหมายให้ทำ หรือที่เรียกว่าตำแหน่ง "Account Manager" พอต้องหาลูกค้าใหม่ด้วยการโทรทำนัดก็เลยไปไม่เป็น การโทรแบบไม่มีสคริปที่ดีจะยิ่งสร้างผลลัพธ์ของการโดนปฎิเสธ ทำให้การขายใหม่นั้นไม่ประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มต้นเลยก็ว่าได้

 

6. คุณเข้าไปเจอลูกค้าและไม่อาจสร้างความต้องการซื้อจากตัวลูกค้าได้

 

การเจอหน้าลูกค้าครั้งแรกจะต้องสร้างความน่าเชื่อถือและมีประโยชน์เชิงธุรกิจกับพวกเขาอย่างยิ่งยวด เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมหรือบุคลิกที่ดีนั้น ผมคงไม่ขอพูดซ้ำให้มากความ แต่สิ่งสำคัญที่พวกคุณละเลยก็คือ "การถามคำถาม" ที่เฉียบคม รวมถึงการฟังจับใจความเพื่อค้นหาว่าพวกเขามีปัญหาหรือมีความต้องการอะไรบ้าง ซึ่งความยากก็คือบางทีลูกค้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองมีปัญหา ทำให้การนำเสนอสินค้าและบริการของคุณไม่สามารถสร้างความต้องการต่อพวกเขาได้

 

7. คุณนำเสนอดี แต่ขาดการติดตามงานที่มีประสิทธิภาพ

 

บางทีคุณอาจจะคิดว่าบรรยากาศการนำเสนอนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ลูกค้ามีความต้องการ สนใจ คุณจึงเริ่มทำงบประมาณให้ลูกค้าพิจารณาได้ แต่พอส่งไปแล้วลูกค้าก็เงียบ เมื่อโทรไปก็บอกว่าดูอยู่หรือยังไม่ว่าง คุณจึงเริ่มโทรตามถี่ๆ ซึ่งบางทีพวกเขาก็เริ่มบ่ายเบี่ยงการทำนัด ไม่รับสาย หรือกดสายทิ้งไปเลยก็ได้ สุดท้ายการขายก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ที่สำคัญคือคุณขาดการทำ "รายงานการขาย" ที่ทำให้คุณไม่ทราบว่าแต่ละรายจะต้องตามที่ขั้นตอนไหน 

 

8. คุณคุยกับลูกค้าผิดคน

 

นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้คุณปิดการขายไม่ได้หรือเสียเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นเลยก็ว่าได้ การคุยกับลูกค้าที่มีตำแหน่งต่างๆ โดยเฉพาะการขายแบบองค์กร (B2B) จะต้องเช็คให้ละเอียดว่าคนที่คุยมีตำแหน่งอะไร มีอำนาจการตัดสินใจมั้ย เพราะถ้าคุณไม่ทราบหรือไม่รู้ตัว การขายที่ดีและมีสัญญานว่าคนที่คุยจะซื้อคุณแน่ๆ อาจพลิกโผในขั้นตอนสุดท้ายก็ได้ สาเหตุเป็นเพราะคู๋แข่งเข้าถึงลูกค้าผู้มีอำนาจตัดสินใจเรียบร้อยแล้วนั่นเอง 

 

9. คุณไม่สามารถเคลียร์ข้อโต้แย้งในใจของลูกค้าได้

 

ข้อโต้แย้งนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการขาย ตัวคุณเองยังกังวลเลยเวลาต้องเลือกซื้อสินค้าที่ตัวเองไม่เคยใช้มาก่อน นักขายที่ตอบข้อโต้แย้งให้กับลูกค้าได้ไม่ดีจะส่งผลไปสู่การ "ถกเถียง" บางรายถึงขั้นเลวร้ายด้วยการ "หัวร้อน" เวลาลูกค้าบลัฟด้วยคู่แข่งหรือเจ้าปัจจุบันว่าดีกว่าคุณ การตอบข้อโต้แย้งได้ไม่ดีหรือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณกำลังเถียงพวกเขาจะทำให้การขายนั้นไร้ประสิทธิภาพ

 

10. คุณเสียผลประโยชน์มากมายในช่วงการเจรจาต่อรอง

 

การเจรจาต่อรองหรือเรียกง่ายๆ ว่าช่วงต่อราคา ของแถม ก็เป็นอีกส่วนนึงที่คุณกำลังจะได้ยอดขายอยู่แล้ว แต่ต้องเสียผลประโยชน์หรือกำไรที่ควรจะได้ไปกับช่วงของการต่อรองนี่เอง โดยเฉพาะลูกค้าที่เขี้ยวลากดิน นักขายที่อ่อนเรื่องนี้จะยอมลูกค้าไปแทบทุกกรณี สร้างอำนาจการต่อรองไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่ายังไงลูกค้าก็ซื้อ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับนักขายที่ยังไม่เก่งเรื่องการเจรจาต่อรอง ขายของได้แต่กำไรไม่ดีก็เท่านั้น ค่าคอมฯ ก็ได้น้อยแถมรวยช้า

 

11. คุณปิดการขายไม่ได้

 

การปิดการขายมักจะเป็นเรื่องท้ายๆ โดยเฉพาะการขายแบบองค์กร การคิดไปเองว่าเทคนิคแพรวพราวเช่นส่วนลด ของแถม หรือจำนวนจำกัด อะไรทำนองนี้จะไม่ค่อยเวิร์กสำหรับการขายแบบองค์กร (B2B) หรือการขาดการรับรู้ว่าจังหวะไหนหรือขั้นตอนไหนควรจะโทรทำนัดเพื่อเข้าไปปิดลูกค้ากันได้แล้ว สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณล่าช้าในการปิดดีลไปจนถึงการพลาดโอกาสในการได้ดีลนั้นๆ ไปเลยก็ว่าได้

 

12. ลูกค้าไม่ยอมซื้อซ้ำกับคุณ

 

ก่อนขายว่ายากแล้ว แต่ "หลังขาย" นั้นยากยิ่งกว่า การบริการหลังการขายนั้นไล่ตั้งแต่การแก้ปัญหาหรือการเข้าเยี่ยมลูกค้าเก่า ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องลงมือทำอยู่เสมอ นี่คือความแตกต่างระหว่างมือสมัครเล่นที่เวลามีปัญหาหรือขายได้แล้วก็จะเริ่มหายหัวจนลูกค้าสงสัย ผลลัพธ์ด้านลบที่เกิดขึ้นคือความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่ไม่อาจซื้อสินค้าคุณซ้ำหรือหันไปซื้อกับคู่แข่งคุณนั่นแหละ

แล้วอย่างนี้คุณควรทำอย่างไรดี?

 

เซลล์ร้อยล้านได้สรุปปัญหาที่ทำให้นักขายหลายๆ ท่านยังก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพและเป็นนักขายที่มั่งคั่งไม่ได้เสียทีมาเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ผมจะช่วยคุณคือการสอนและฝึกอบรมการทำงานของนักขายใหม่ทุกขั้นตอนตามที่กล่าวมา 

 

ผมเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่อายุอยู่ในช่วง 30 ต้นๆ เพียงไม่กี่คน ที่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) และมีประสบการณ์ในการทำงานกับองค์กรระดับโลกหลายบริษัท กับการได้โลดแล่นในวงการธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาค CLMV 

 

ความเป็นคนรุ่นใหม่ทำให้ผมเข้าใจกลุ่มคนทำงานปัจจุบัน (Gen-Y) และกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ (Gen-Z) เป็นอย่างดีว่าจะบริหารจัดการหรือโค้ชชิ่งพวกเขาอย่างไรให้เปิดใจรับฟังพร้อมกับเริ่มต้นสู่ความเป็นมืออาชีพได้ 

 

ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 10 ปี อีกทั้งยังเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทด้านนวัตกรรมข้ามชาติที่มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 1,200 ล้านบาท และเป็นเพียงคนไทยไม่กี่คนที่ได้คุมกิจกรรมการขายของนักขายทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า 30 ชีวิต ในวงการธุรกิจสตาร์ทอัพ 

 

ผมได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากบริษัทมหาชนและบริษัทด้านไอทีขนาดใหญ่มากกว่า 30 บริษัทให้ไปเป็นวิทยากรและเป็นที่ปรึกษาด้านการขายแบบองค์กร รวมถึงการถูกเชิญให้ขึ้นพูดในงานที่เป็นทางการระดับชาติ และได้รับผลตอบรับด้านบวกมามากมาย และได้มีการสร้างคอร์สสัมมนาการขายแบบมืออาชีพมามากถึง 20 คอร์สแก่ประชาชนทั่วไป มีลูกศิษย์มากกว่า 200 ชีวิต

 

ผมจึงขอเชิญชวนให้คุณได้เป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่ผมจะถ่ายทอดให้กับคุณอย่างเต็มที่ ด้วยประสบการณ์และเทคนิคการขายที่สั่งสมมาทั้งหมดในงานสัมมนาที่จะเริ่มขึ้นวันที่ 24-25 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยการฝึกอบรมและ Workshop สองวันเต็มแบบจัดหนัก

 

คลิกเพื่อลงทะเบียนที่: https://www.eventpop.me/e/4334

แล้วพบกันนะครับว่าเงินลงทุนหลักพันจะช่วยให้คุณได้ค่าคอมฯ หลักล้านกันได้อย่างไร ขอบคุณครับ
 

Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Linkedin
Please reload

Follow on Facebook

latest Post

Please reload

Popular Post

Please reload

Sale_Online Course April-01.jpg

Pornpat Wattananiyomkajohn (Pan)

นักธุรกิจและผู้บริหารระดับสูง Gen-Y ของบริษัทสตาร์ทอัพข้ามชาติมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ผู้คลั่งไคล้และมีแพชชั่นเกี่ยวกับการขายแบบองค์กร (B2B) เป็นเจ้าของเพจ "กูนี่แหละเซลล์ร้อยล้าน" ที่มีผู้ติดตามบนเฟซบุ้คมากกว่า 56,000 คน และได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษากับวิทยากรด้านการขายแบบองค์กรให้กับบริษัทระดับประเทศมากกว่า 100 บริษัท

  • Facebook Social Icon
  • LinkedIn ไอคอนสังคม

CONTACT US

  • Facebook Social Icon

FACEBOOK

LINE

  • LinkedIn Social Icon

LINKEDIN

©Copyright reserved 2017 - Silverlake consulting co., ltd