5 กลยุทธ์ต่อรองแบบเหนือชั้นด้วย Assertive Negotiation นิ่งให้เป็น… เย็นให้พอ… แล้วปิดดีล
ศาสตร์แห่งการเจรจาต่อรองแบบ Assertive Negotiation ไม่ใช่การบังคับขู่เข็ญหรือโชว์ความเก๋าใส่ลูกค้านะครับ (ฮา) แต่คือการต่อรองบนพื้นฐานของ “อำนาจที่เท่าเทียม” ครับทุกท่าน แต่นักขายส่วนใหญ่มักตกหลุมพรางของการเป็น “ฝ่ายขอร้อง” จนยอมลดแลกแจกแถมตามใจลูกค้ามากเกินไป นักขายระดับท็อปจะใช้ความนิ่งในการรักษาผลประโยชน์บริษัทมากกว่า โดยที่ลูกค้ายังรู้สึก “เกรงใจ” และ “อยากร่วมงานด้วย” ในสไตล์ Sales100Million นี่คือ 5 ท่าไม้ตายของการต่อรองแบบคุมเกมครับ
1. ยึดหลักไม่มีคำว่า “ฟรี” ในการเจรจาต่อรอง ทุกอย่างมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ
เมื่อลูกค้าขอส่วนลดหรือของแถม อย่าพึ่งรีบตอบตกลงทันที คุณต้องมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนยื่นหมูยื่นแมวก่อนเสมอ เช่น “ผมยินดีพิจารณาส่วนลด 5% นี้ให้ครับพี่ แต่เพื่อความแฟร์ ผมต้องขอให้พี่ช่วยขยับยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้น หรือ ปรับเทอมการชำระเงินให้สั้นลง พี่สะดวกแบบไหนมากกว่ากันครับ?” เพราะการมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนจะทำให้ส่วนลดของคุณมีค่า และลูกค้าจะเลิกขอแบบส่งเดชเพราะรู้ว่าต้องมีสิ่งที่ต้อง “แลกเปลี่ยน” คืนมาครับ
2. ใช้ “ความเงียบ” เป็นอาวุธ
คุณต้องแอคติ้งเหมือนกับในหนังเลย เวลาต่อรองกับโจร พระเอกเขาจะทำหน้านิ่งๆ กันครับ เพราะพลังจะเหลือล้นมาก ดังนั้น หลังจากยื่นข้อเสนอสุดท้ายไปแล้ว ให้ “หยุดพูด” และสบตาลูกค้านิ่งๆ แบบในหนัง ผลก็คือใครพูดก่อนคนนั้นแพ้ครับ (เคยได้ยินเรื่องนี้ไหม) เราต้องให้ลูกค้าเป็นฝ่ายพูดต่อหลังเราพูดข้อเสนอสุดท้ายไปแล้วเสมอ ความเงียบจะสร้างความกดดันให้ลูกค้าต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบด้วยการยอมรับข้อเสนอ หรือบอกเหตุผลที่แท้จริงออกมาเอง คุณจะได้เปรียบและเท่ห์มากๆ ครับ
3. กล้าที่จะเดินออกไป
ดีลไหนที่โดนต่อรองแบบเสียเปรียบมหาศาลหรือเสียผลประโยชน์มากเกินไป ไม่วิน คุณจะต้องแสดงอาการว่ากูอยากได้งานนะ แต่ไม่หิวเงินจนเสียสติ ยังมีศักดิ์ศรีและเกียรติค้ำคออยู่ ลองพูดหล่อๆ ถ้าผลประโยชน์ไม่ลงตัว เช่น “ผมเข้าใจเรื่องงบประมาณที่จำกัดของพี่ครับ แต่ราคาที่พี่ขอมันต่ำกว่ามาตรฐานงานที่ผมตั้งไว้จริงๆ ถ้าพี่เน้นแค่เรื่องราคาเป็นหลัก ผมเกรงว่าผมอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ใช่สำหรับพี่ในตอนนี้ครับ (มึงไปซื้อที่อื่นเถอะครับ ชิ่วๆ)” เพราะเมื่อคุณกล้าปฏิเสธ ลูกค้าจะรับรู้ถึง “คุณภาพและบารมี” ของคุณทันที เชื่อหรือไม่ว่าหลายๆ ครั้ง ลูกค้าจะรีบกลับมาคุยกับคุณใหม่เพราะอยากได้งานที่ดีกว่าจริงๆ
4. แยก “คน” ออกจาก “ปัญหา”
อย่าต่อสู้หรือสร้างความขัดแย้งกับตัวบุคคลหรือตัวลูกค้า แต่ให้ร่วมต่อสู้กับปัญหาที่ขวางทางลูกค้าจนปิดดีลไม่ได้อยู่ เช่น “พี่ครับ ผมเข้าใจว่าพี่ต้องทำตามนโยบายบริษัทเรื่องงบประมาณ และผมเองก็ต้องรักษาคุณภาพงานให้พี่ เรามาช่วยกันหาทางออกที่จุดกึ่งกลางเพื่อให้โปรเจกต์นี้เดินหน้าต่อได้ดีไหมครับ?” วิธีนี้ดีมากๆ เพราะการดึงลูกค้ามาเป็น “พวกเดียวกัน” เพื่อแก้ปัญหา จะทำให้บรรยากาศการต่อรองไม่ตึงเครียดแต่ยังคงความเด็ดขาดและหาทางออกได้ในที่สุดครับ
5. ปิดทุกช่องว่างด้วย “สรุปที่เป็นลายลักษณ์อักษร”
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ให้สรุปทันทีเป็นสัญญา เอกสาร ตัวหนังสือ เพื่อไม่ให้ลูกค้า “พลิกลิ้น” ในภายหลัง การเจรจาก็จะเสร็จสมบูรณ์ครับ
“การต่อรองที่ดีที่สุด… คือการทำให้ลูกค้าได้ในสิ่งที่เขา ‘ต้องการ’ โดยที่เขายอมจ่ายในราคาที่เรา ‘พึงพอใจ’ ครับ”
อย่าเป็นนักขายที่โดนลูกค้าจูงจมูก มาเป็นจอมทัพที่คุมเกมการต่อรองอย่างเบ็ดเสร็จ!
🔥 [The Master of Sales 2026: Sales Mastery]
🔥 ปั้นนักขายสายล่า สู่จอมทัพปิดดีลร้อยล้าน
มาฝึกวิชา Assertive Negotiation และชั้นเชิงการต่อรองระดับสูงในวันที่ 2 – 3 พฤษภาคม 2569:
✅ Power Dynamics: วิธีอ่านใจและคุมเกมเหนือลูกค้าตั้งแต่ 5 นาทีแรก
✅ Negotiation Scripts: แจกสคริปต์สวนกลับทุกคำขอกดราคา
✅ Body Language Mastery: ภาษากายที่ทรงพลังในการเจรจาต่อรอง
✅ Closing under Pressure: วิธีปิดดีลให้จบแม้ในสถานการณ์บีบคั้น
📅 วันที่: 2 – 3 พฤษภาคม 2569
⚡️ Early Bird Special: 15,900.- (จากปกติ 19,000.-) จำกัดเพียง 20 ท่าน สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเบอร์ 1 ในสมรภูมิขาย
“คนทั่วไปต่อรองเพื่อ ‘รอด’… แต่จอมทัพต่อรองเพื่อ ‘รวย’ ครับ”
👉 จองสิทธิ์ด่วนก่อนเต็ม: [https://m.me/sales100million]
Comments
0 comments
