เริ่มงานใหม่อย่างไรให้ราบรื่น

 

บทความนี้เขียนให้กับผู้ที่ได้เริ่มงานใหม่ในสัปดาห์แรกของปี 2019 กันทุกคนนะครับ และเขียนเผื่อไว้สำหรับคนที่อยู่ในช่วงการ "เปลี่ยนผ่าน" ไปสู่งานใหม่ด้วยนะครับ

 

รสชาติของการได้งานใหม่ โดยเฉพาะงานในฝัน ได้ทำในตำแหน่งที่อยากทำ ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการสูง บริษัทมีความมั่นคงและมีชื่อเสียง ในสังคมของคนทำงานก็ต้องบอกว่าไม่ว่าใครก็ล้วนมีความสุขนั่นแหละครับ

 

แต่คุณเชื่อผมมั้ยว่าต่อให้ข้อเสนอเรื่องของงานใหม่เป็นงานในฝันก็จริง คุณก็ยังมี "ความกังวล" อยู่ดีครับ ซึ่งมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น งานที่ได้เป็นงานในฝันมากแค่ไหน ความสำเร็จกับผลงานของที่ทำงานเดิม การปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานใหม่ ลูกค้าใหม่ สังคมใหม่ วัฒนธรรมองค์กรใหม่ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่มีผลทั้งนั้น

 

ถ้าผมเอาความรู้สึกของตัวเองมาพูด กล่าวคือต่อให้กูเกิ้ลมาดึงตัวผมออกไปด้วยเงินเดือน 500,000 บาท ในตอนนี้ ผมก็ยังมีความกังวลอยู่ดีครับว่าการเริ่มต้นใหม่กับที่ทำงานใหม่จะราบรื่นไหม จะเข้ากับที่ทำงานใหม่ได้หรือเปล่า เพราะปัจจุบันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เรื่องนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนเราไม่กล้าเปลี่ยนงานหรือหาความท้าทายใหม่ๆ เลยก็ว่าได้

 

ผมจึงขอแชร์วิธีการเริ่มต้นงานใหม่ให้ราบรื่น พร้อมกับวิธีปรับตัวที่กลั่นมาจากประสบการณ์ของผมกันครับ

1. แต่งตัวให้ดูดี ทรงผมต้องพร้อม

 

เริ่มงานในวันแรกคือการสร้าง "ความประทับใจแรกพบ" (First Impression) ที่ดีที่สุด เพราะคุณคือเด็กใหม่ที่เผลอๆ ได้รับการจับตามองตั้งแต่ก่อนเข้างานเสียด้วยซ้ำ เพราะระบบภายในขององค์กรหลายๆ แห่งจะมีการแจ้งข่าวสารเสมอเกี่ยวกับวันแรกที่คุณจะเดินเข้ามา จงแต่งตัวให้ดูดี เสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ก รองเท้าหนัง หรือใส่สูทแบบเต็มขั้นมาก็ยังได้ ต่อให้บริษัทของคุณจะเป็นแนว Gen-Z การตลาด หรือแนววิศวกรที่ใส่แต่กางเกงยีนส์ ไม่ผิดอะไรที่คุณจะแต่งตัวแบบหนุ่มออฟฟิศนักธุรกิจ ทรงผมต้องดูดี ตัดเล็บให้สะอาด และภูมิใจได้เลยว่าเมื่อมีรุ่นพี่เข้ามาแซวเกี่ยวกับการแต่งกายของคุณ หมายความว่าพวกเขาเอ็นดูและเปิดใจให้คุณตั้งแต่แรกแล้วครับ 

 

2. เข้างานก่อนเวลาเสมอ 

 

วินัยที่ควรทำตั้งแต่วันแรกไปจนถึงตลอดอายุการทำงาน (ถ้าเป็นไปได้) คือการมาทำงานก่อนเวลาหรือตรงเวลา ยิ่งถ้าคุณเป็นเด็กใหม่และมาทำงานสายอยู่เป็นนิจ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกนินทาในอนาคตได้ถ้าผลงานไม่ดีหรืองั้นๆ เรื่องนี้จะกลายเป็นจุดอ่อนและกลายเป็น "เครื่องหมายการค้า" ประจำตัวคุณไปโดยปริยาย จริงๆ แล้วเรื่องการตรงต่อเวลาคงไม่ต้องพูดเยอะ เพราะต่อให้คุณไม่ได้เป็นลูกจ้าง เป็นเจ้าของธุรกิจ การเปิดร้านหรือเริ่มกิจการสาย เข้าพบลูกค้าไม่ตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือต่อธุรกิจของคุณก็ย่อมหายไป สุดท้ายลูกค้าก็จะไม่ซื้อ

 

3. พยายามพูดเรื่องเกี่ยวกับตัวเองโดยเฉพาะการโอ้อวดหรือปล่อยของแก่เพื่อนร่วมงาน

 

เรื่องนี้ผมเคยมีประสบการณ์โดยตรงเองครับ ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมก็กลายเป็นคนที่ถูกผู้อื่นหมั่นใส้ (ฮา) คนที่ต้องระวังเรื่องนี้มากๆ ก็คือคนที่เคยมี "ความสำเร็จอันหอมหวาน" จากที่ทำงานเก่า มันจึงทำให้ตัวคุณมีอีโก้ มีความภาคภูมิใจ คิดว่าตัวเองแน่ ความมั่นใจสูง บวกกับนิสัยนักขายที่เป็นนักเล่าเรื่องความสำเร็จตัวยง คุณจึงมีโอกาสเผลอเล่าเรื่องตัวเองเกี่ยวกับความสำเร็จที่ผ่านมาแบบไม่ระวังตัว หรือมีอะไรก็เล่าหมด จงจำไว้ว่าเพื่อนร่วมงานใหม่ของคุณในช่วงแรกพวกเขาอาจจะยังไม่ได้ "เปิดใจ" อะไรกับคุณมากนัก

 

พูดง่ายๆ ก็คือไม่สนิท การพูดแต่เรื่องตัวเอง ฟังไปฟังมาพวกเขาจะคิดว่าคุณขี้โมและพาลไม่ชอบหน้าคุณง่ายๆ ได้เลยครับ นอกจากนี้การคุยโอ้อวดเกี่ยวกับฐานะ การศึกษา ประสบการณ์ที่ผ่านมา รสนิยมส่วนตัว ฯลฯ ก็ควรพูดถึงแต่พอดี ถ้าจะให้ดีคืออะไรที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับงานก็ไม่ต้องพูดถึงเลยก็ได้ครับ ถ้าอยากรู้ก็ให้พวกเขาสืบเรื่องของคุณเอง อย่างนี้สบายใจกว่าเยอะแถมยัง "ได้รับการยอมรับ" จากคนอื่นแบบไม่รู้ตัวเลยล่ะครับ

 

4. ระมัดระวังเรื่องการใช้โซเชี่ยลมีเดีย

 

เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ้คหรือไลน์ มันให้คุณอนันต์แต่ก็มี "โทษมหันต์" ถ้าใช้มันผิดทางเช่นกัน ยิ่งในยุคนี้คงหลีกเลี่ยงได้ยากถ้าจะปิดช่องทางไม่ให้เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานใหม่เข้ามาเป็นเพื่อนคุณเลยก็คงจะดูแปลกประหลาด การสร้างเฟซบุ้คอีกบัญชีเพื่อรับแอดเพื่อนร่วมงานใหม่ก็ดูไม่ค่อยเนียนและ "ดูเฟค" ไปกันใหญ่ แถมยุ่งยากเรื่องการบริหารจัดการอีกด้วย คำแนะนำที่ดีคือการรีบเข้าไปดูสิ่งที่เคยโพสต์เรื่องแย่ๆ ก่อนหน้านี้ อะไรไม่ดีก็ลบออกให้หมด ระมัดระวังเรื่องการโพสต์ที่ไม่ดีออกไป อย่าแชร์ซี้ซั้ว อย่าดราม่าแบบพูดลอยๆ เหน็บคนอื่นเป็นอันขาด การใช้เฟซบุ้คแบบไม่ระมัดระวังนี่แหละที่ทำให้เกิดการผิดใจในที่ทำงานมาเยอะแล้ว

 

5. ปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานและวัฒนธรรมองค์กรใหม่

 

ทักษะนักขายจะช่วยขึ้นในเรื่องนี้ได้ หลักการก็ไม่ต่างกับการเจอหน้าลูกค้าใหม่ครั้งแรก มือไม้ต้องอ่อน ยกมือไหว้ให้หมดตั้งแต่แม่บ้านยัน CEO ถ้าคนไหนอายุเท่าหรือน้อยกว่าคุณก็ใช้การยกมือไหว้ระดับอกก็พอแล้วครับ รอยยิ้มต้องมี เวลาทักทายก็บอกชื่อตัวเองให้ชัดเจนพร้อมกับถามชื่อฝ่ายตรงข้ามและพยายามจำชื่อพวกเขาให้ได้ มันเป็นเสน่ห์ที่ใครๆ ก็ชอบครับ พยายามมีส่วนร่วมกับทีมในแบบที่ไม่น่าเกลียดหรือพยายามจนเกินไป เช่น ขอไปกินข้าวกลางวันกับทีม อยู่เคลียร์งานกับเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงานซัก 15-30 นาทีเพื่อให้มีการพูดคุยกันมากขึ้นถ้ายังพอมีเวลา ก็เป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขายอมรับคุณมากขึ้น อย่าเถรตรงเกินไปเรื่องการกลับตรงเวลาโดยเฉพาะช่วงแรก

 

6. เสนอน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ตามสมควร

 

จริงๆ แล้ววิธีการซื้อใจคนแบบง่ายๆ และคลาสสิกมาตลอดก็คือ "การใช้เงิน" นั่นเองครับ (ฮา) ผมไม่ได้หมายความ่าเงินซื้อคนได้นะครับ อย่าพึ่งเข้าใจผิด แต่การใช้เงินทำอะไรซักอย่างมันเป็นอะไรที่จับต้องได้มากที่สุดแล้ว เช่น ถ้าคุณเริ่มงานใหม่ในระดับผู้จัดการขึ้นไป การซื้อใจลูกน้องด้วยการเลี้ยงข้าวตามสมควรก็เป็นวิธีที่ดี เป็นการแสดงความเมตตาและบารมีที่ดี อย่างกหรือขี้เหนียวมากเกินไป การให้ความช่วยเหลือด้านอื่นก็เช่นเดีวกัน แต่ถ้าคุณเป็นพนักงานทั่วไป การเสนอน้ำใจไม่จำเป็นต้องใช้แต่เรื่องเงินเสมอไป อาจจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น ไปส่งเพื่อนที่บ้านถ้ากลับทางเดียวกัน ช่วยยกของ เปิดประตู รับฝากซื้อกาแฟ จองโต๊ะกินข้าว ฯลฯ ก็ได้ครับ

 

7. ลงมือทำงานให้หนักในเวลางาน 

 

ความเป็นมืออาชีพที่แท้จริงของการทำงานคือการทำงานในกรอบเวลา 8 ชั่วโมงอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ผิดถ้าคุณจะยุ่งตลอดเวลา โดยเฉพาะเหล่าพนักงานขาย ถ้าคุณพบลูกค้าแทบทั้งวัน วันละหลายๆ นัด คุณจะแทบไม่มีเวลาไปนั่งสนใจเพื่อนร่วมงานมากเท่าไหร่ แถมคนอื่นก็ไม่กล้ายุ่งเพราะเข้าใจคุณเป็นอย่างดีอีกด้วย เมื่อผลงานออกมาจนเด่นชัด ยอดขายพุ่งทะลุจากการทำงานหนัก คุณจะกลายเป็นคนสำคัญของบริษัทโดยที่ไม่ต้องพูดเยอะทันที คนอื่นจะเดินเข้ามาอวยคุณเอง ใครที่เกลียดขี้หน้าคุณก็จะทำอะไรไม่ได้ เผลอๆ CEO เรียกไปกินข้าวด้วยอีกต่างหาก แต่ก็อย่าลืมแบ่งเวลานอกเหนือจากงานเพื่อออกไปใช้ชีวิตหรือพัฒนาตัวเองด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นจะบ้างานไป

 

8. หาพวกเอาไว้บ้าง

 

คุณคงเคยได้ยินคำว่า "การเมืองในบริษัท" ซึ่งผมบอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็นบริษัทระดับอนุบาลไปจนถึงบริษัทระดับโลก ทุกที่ย่อมมีก๊กมีเหล่าหรือมีคนเกลียดขี้หน้ากันในองค์กรอยู่แล้วครับ ปกติมากๆ การวางตัวเป็นกลางในบางสถานการณ์ก็ไม่เป็นผลดีเท่าไหร่ ผมจึงมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ วิธีก็คือให้อยู่ข้าง "คนที่เก่งที่สุดในบริษัท" ซึ่งก็คือเจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูงเอาไว้แค่นั้นเอง คนที่มีผลงานโดดเด่นและเป็นลูกรักของคนอื่นย่อมเป็นฝ่ายที่ชนะเสมอ อย่าพยายามอยู่กับคนที่ดราม่า เริ่มทำตัวมีปัญหา เริ่มสร้างมลพิษและมาเชิญชวนให้คุณอยู่ข้างเดียวกับพวกเขาด้วยการนินทา การอยู่กับม้าที่ชนะจะทำให้คุณแทบไม่ต้องคิดอะไรมากด้วยซ้ำ

 

9. เป็นมิตรกับคนทุกระดับ

 

ไม่ว่าพวกเขาจะอายุเท่าไหร่ ตำแหน่งอะไร แตกต่างกับคุณแค่ไหน คุณต้องคิดเสมอว่าพวกเขาก็เปรียบได้กับลูกค้าที่คุณต้องรับฟัง ถามคำถาม ทำความเข้าใจ ในเมื่อกับลูกค้าคุณยังทำได้ แล้วทำไมคุณไม่เอาทักษะนั้นมาใช้กับเพื่อนร่วมงานบ้างล่ะครับ จงระวังอคติด้านความรู้สึกของคุณให้ดี เช่นคิดไปเองหรือด่วนตัดสินคนอื่นว่าพวกเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ถ้าเจอกับตัวเองและรับไม่ได้จริงๆ การข่มความโกรธและค่อยๆ ถอยห่างออกมา พร้อมกับเข้าทีมคนเก่งเอาไว้ก่อนกับตั้งใจทำงานให้ดีก็จะทำให้คุณผ่านสถานการณ์เหล่านั้นไปได้ครับ 

 

10. อย่าหน้าม่อหรือคิดจะจีบหญิงอย่างออกนอกหน้าในที่ทำงาน

 

เคยดูหนังเรื่อง "ATM เออรัก เออเร่อ" มั้ยครับ (ฮา) อาจจะดูขำๆ แต่จริงๆ ซีเรียสนะเออ โดยเฉพาะเหล่าผู้ชายหน้าม่อทั้งหลาย การเริ่มแสดงออกว่าชอบสาวในออฟฟิศเดียวกันมากเกินไป จนกลายเป็นความหื่นกาม อาจทำลายภาพลักษณ์ของคุณจนเละโดยสิ้นเชิง ต้องระวังเรื่องนี้ให้มากเพราะการแสดงออกว่าชอบใคร หลงรักใคร หรือปากหมาเม้าเรื่องผู้หญิงเซ็กซี่กับเพื่อนร่วมงานจอมหื่นของคุณอาจถูกคนอื่นเอาไปบอกเจ้าตัว ถึงตอนนั้นก็เตรียมตัวเละได้เลย กรณีนี้พูดถึงการที่คุณต้องระวังตัวเกี่ยวกับความรู้สึกรักใคร่นะครับ

 

แต่ถ้าคุณหลงรักด้วยความรู้สึกจริงๆ ขึ้นมาล่ะ? คุณไม่ได้หื่นกามและพยายามจีบเธอแบบโรแมนติก เรื่องนี้ก็ต้องระวังอีกเช่นกัน มันมีผลเสียหลายๆ อย่างที่อาจกระทบกับเรื่องงานของคุณได้ เช่น อคติ ลำเอียง ปัญหาเวลาที่ทะเลาะกัน การมีลูก เป็นต้น แต่ถ้ารักเธอจริง ควรจีบอย่างแนบเนียนนอกเวลางานเท่านั้น ในเวลางานก็รักษาความเป็นมืออาชีพแบบปกติ ต่อให้เป็นผัวเมียกันจริงๆ จากที่ทำงานเดียวกันแล้วก็ตาม เวลางานต้องระวังเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานที่ต้องแยกออกจากกันเด็ดขาด วิธีที่ดีที่สุดคือ "จีบหญิงคนละออฟฟิศกับคุณเถอะครับ" (ฮา)

นี่คือคำแนะนำแบบกลางๆ สำหรับการปรับตัวเพื่อเริ่มงานใหม่สำหรับทุกท่านครับ ยินดีด้วยสำหรับโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามานะครับ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอแน่นอน

Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Linkedin
Please reload

Follow on Facebook

latest Post

Please reload

Popular Post

Please reload

Pornpat Wattananiyomkajohn (Pan)

นักธุรกิจและผู้บริหารระดับสูง Gen-Y ของบริษัทสตาร์ทอัพข้ามชาติมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ผู้คลั่งไคล้และมีแพชชั่นเกี่ยวกับการขายแบบองค์กร (B2B) เป็นเจ้าของเพจ "กูนี่แหละเซลล์ร้อยล้าน" ที่มีผู้ติดตามบนเฟซบุ้คมากกว่า 56,000 คน และได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษากับวิทยากรด้านการขายแบบองค์กรให้กับบริษัทระดับประเทศมากกว่า 100 บริษัท

  • Facebook Social Icon
  • LinkedIn ไอคอนสังคม
SALE100MILLION OCT_Sale Mastery 16-9 ban

CONTACT US

  • Facebook Social Icon

FACEBOOK

LINE

  • LinkedIn Social Icon

LINKEDIN

©Copyright reserved 2017 - Silverlake consulting co., ltd