'ย่อเพื่อกระโดด'…ทำอย่างไรเมื่อคุณอยากเป็นใหญ่เป็นโตเร็วๆ

มีนักขาย Gen-Y หลายๆ ท่าน มีความคิดที่อยากประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว หลายคนได้ทำงานในตำแหน่งระดับผู้จัดการ ผู้บริหาร ภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะในบริษัทประเภท Startup ซึ่งผมเองก็ต้องขอแสดงความยินดีกับคนที่ก้าวถึงตำแหน่งระดับสูงในองค์กร ไม่ว่าจะใหญ่หรือจะเล็กด้วยครับ

โอกาสจากครอบครัวที่ได้มอบให้กับคุณโดยเฉพาะด้านการศึกษา ทำให้คุณมีความสามารถและวุฒิปริญญาดีกรีสูง ซึ่งทำให้คุณมีโอกาสในการได้งานดีๆ มากกว่าคนอื่นๆ ไม่ว่าจะรุ่นเดียวกันหรือคนละรุ่นก็ตาม ถ้าคุณทำงานได้ตามมาตรฐาน ก็ย่อมมีโอกาสที่จะ ‘ถูกดัน’ ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการ ผู้บริหารอย่างรวดเร็ว ตามทัศนคติและความทะเยอทะยานของคุณเอง

แต่นั่นอาจจะเป็นจุดที่เป็น ‘หลุมพราง’ ของชีวิตคุณได้เลย เพราะการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการ ผู้บริหารที่เร็วเกินไป โดยเฉพาะตำแหน่ง ‘ผู้จัดการฝ่ายขาย’ เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยประสบการณ์เพื่อทำให้สามารถโค้ชชิ่งและบริหารงานทั้งในส่วนของลูกค้าและทีมงานได้อย่างราบรื่น

ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็น ‘ข่าวร้าย’ ของผู้บริหาร Gen-Y หลายท่าน เพราะเมื่อการทำงานของคุณเริ่มลัดวงจร ทำงานไม่เป็นระบบ บริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้โอกาสของคุณนั้นพังทลายลง นอกจากสูญเสียความเชื่อมั่นจากเหล่าผู้บริหารด้วยกันเองแล้ว คุณยังสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองจนตั้งคำถามกับชีวิตว่าคุณไหวรึปล่าว

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือ ‘การถูกไล่ออก’ และอาจจะสูญเสียความเชื่อมั่นจนปีนกลับขึ้นมาจากหุบเหวไม่ได้อีกเลยก็เป็นได้

ดังนั้นคุณจึงควรเรียนรู้และรู้จัดหัด ‘ย่อเพื่อกระโดด’ ก้าวข้ามกำแพงและบันไดทีละ 3 ขั้น ได้อย่างสง่างามครับ

ปัจจัยที่มีผลต่อความล้มเหลวจากการขึ้นบันไดทีละสามขั้นแล้วตกลงมาอย่างเจ็บปวด

1. คุณไม่มีประสบการณ์ในตำแหน่งงานนั้นมากพอ

เป็นธรรมดาที่คุณในตอนนี้เปรียบเสมือนลูกนกกำลังบินได้ ทีจู่ๆ ได้ขึ้นไป ‘บินสูง’ โดยที่ชั่วโมงบินยังไม่มากพอ ผลที่เกิดขึ้นก็คือคุณอาจจะมีโอกาสตกลงจากที่สูงลงมาเจ็บตัวได้ง่ายๆ 

ประสบการณ์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่คุณไม่สามารถเร่งอะไรมันได้เลยนอกจาก ‘เวลา’ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่คุณไม่สามารถเร่งมันได้ ทุกอย่างหมุนไปตลอด 24 ชั่วโมงเสมอ การขาดประสบการณ์ในการทำงานอย่างเข้มข้น ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนคุณเป็นนักขายที่พอใช้ได้ แต่ยังมีความเก๋าและความเขี้ยวไม่มากพอ โดยเฉพาะการบริหารลูกค้าระดับ C-Level และการเจรจาต่อรองขั้นสูง จะทำให้คุณไม่สามารถโค้ชชิ่งให้ทีมดูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลที่เกิดขึ้นคือคุณไม่สามารถ ‘โค้ชชิ่ง’ เพื่อฝึกทักษะให้กับทีมงานได้ แม้แต่ตัวคุณเองก็ยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรที่ทีมงานจะเชื่อคุณ ส่งผลให้ขาดความเชื่อใจซึ่งกันและกัน และนำพาไปสู่ความล้มเหลวได้

2. คุณไม่มีทักษะในการ ‘โค้ชชิ่ง’ ให้กับทีมงาน

ทักษะในการโค้ชชิ่งไม่ใช่การสั่งให้ลูกน้องทำตามที่ตัวเองสั่ง เพราะคุณอย่าลืมว่าไม่มีใครเก่งเทียบเท่าคุณตั้งแต่เกิด หรือเรื่องหลายๆ เรื่อง ไม่สามารถสอนกันได้ด้วย ‘ปาก’ เพียงไม่กี่ครั้ง ประสิทธิภาพการสอนนั้นไม่สามารถเทียบได้กับการลงมือทำให้ลูกทีมของคุณดูเลยแม้แต่นิดเดียว

ตัวอย่างการโค้ชชิ่ง ผมขอให้คุณลองคิดตามผมดูนะครับ เช่น คุณเป็นโค้ชสอนตีกอล์ฟ คุณสั่งให้ทีมตีตามแบบที่คุณโต โดยการทำให้ดู ผลที่เกิดขึ้นคือไม่มีใครตีได้ซักคน เพราะไม่มีใครมีพื้นฐานในด้านการตีกอล์ฟเลย ส่งผลให้ตีไม่ได้ แต่ถ้าคุณใช้วิธีการ ‘โค้ชชิ่ง’ คุณจะเริ่มสอนตั้งแต่การตั้งท่ายืน ถือไม้กอล์ฟ การกำมือ การสวิงลูก ไปจนถึงการหวดวงสวิง ซึ่งทุกขั้นตอนคุณให้ทีมฝึกขั้นตอนละ 100 ครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือลูกทีมมีพื้นฐานและสามารถตีได้

เก็ตไหมครับ! การโค้ชชิ่งก็เหมือนกับการซ้อมบอลที่ทุกอย่างควรเริ่มต้นจากพื้นฐาน เล่น การส่งบอล โยนบอล ยิงประตู ตั้งรับ เกมบุก และการทำตามคำสั่งของโค้ชตามแผนที่วางไว้ ลูกทีมก็จะสามารถทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม

3. คุณมองไม่เห็นถึงความผิดพลาดของตัวเองและไม่ลงมือแก้ไข

เป็นธรรมดาที่พอคนเริ่มเป็นใหญ่เป็นโต มักไม่มีใครกล้าพูดถึงสิ่งที่คุณทำพลาดหรือต้องแก้ไข (นอกจากเจ้านายของคุณอีกทีนะ ฮา..) โดยเฉพาะลูกน้องของคุณ 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณจะเริ่มดันทุรังทำในสิ่งที่คุณคิดว่าตัวเองถูก โดยไม่มีใครคอยประเมิน ลูกน้องก็ไม่กล้าคอมเม้นคุณเพราะกลัวคุณเคืองพวกเขาและไล่ออก ส่งผลให้คุณมีความมั่นใจและ EGO สูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าลูกน้องคิดสวนทางหรือโต้เถึยงกับคุณ คุณก็จะเริ่มไม่รับฟัง ทำให้ลูกน้องไม่มีความสุขและลาออกในที่สุด โดยที่คุณไม่รู้ตัวและไม่รู้วิธีแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นเลยด้วยซ้ำ

วิธี ‘ย่อเพื่อกระโดด’ ก้าวผ่านบันไดสามขั้นได้อย่างงดงาม

1. ลองหาโอกาสทำงานกับบริษัทเล็กดูสักครั้ง

บริษัทเล็ก อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อต่อยอดทักษะการเป็นผู้จัดการ ผู้บริหารที่ดี เพราะที่นั่นคุณจะได้ลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แถมยังมีโอกาสได้ขึ้นตรงกับนายใหญ่ระดับเจ้าของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว

คุณจะมีหัวหน้าคือเจ้าของบริษัท ทำให้คุณสามารถให้พวกเขาเป็นที่ปรึกษาให้กับคุณได้ แถมยังสามารถลงมือทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการทำได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องมีคนบนหัวคุณหลายๆ คนแล้วต้องรออนุมัติทุกขั้นตอน คุณสามารถลงมือทำได้ทันที ต่อให้ไม่เวิร์กหรือล้มเหลว นายคุณก็พร้อมเป็นที่ปรึกษาแล้วให้ไอเดียใหม่ๆ กับคุณ

โอกาสที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเซลล์ที่ขึ้นตรงกับเจ้าของ แล้วทั้งบริษัทมีเซลล์คนเดียว เวลาคุณขายดีและมีพนักงานขายเข้ามาใหม่ คุณจะมีโอกาสได้เป็นผู้จัดการทีมและได้ฝึกฝนการบริหารอย่างเต็มที่ ใช้เวลาไม่มากเพราะมีพนักงานไม่เยอะ คุณจะได้เติบโตไปพร้อมกับพวกเขาโดยที่ไม่เสี่ยงเท่ากับบริษัทใหญ่ที่ต้องการผลลัพธ์ 100% เท่านั้น

2. ฝึกเป็นนักขายแบบ ‘Hunter’ จากการเป็น ‘Account Manager’

การขายแบบ Hunter แปลตรงๆ  ก็คือการเป็น ‘นักล่า’ ต่างจาก Account Manager ซึ่งมีลูกค้าโยนมาให้จากบริษัทต้นสังกัดอยู่แล้ว

การเป็น Hunter จะทำให้คุณต้องออกล่าลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะลูกค้าที่ไม่มีความต้องการแทบทั้งหมด สิ่งนี้จะทำให้ทักษะการขายของคุณพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เพราะคุณนั้นสามารถโทรทำนัด นำเสนอ ตามงาน จนลูกค้าเกิดความต้องการและซื้อสินค้า สิ่งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ให้กับตัวคุณเองในการเป็นคนที่สามารถขายสินค้าให้กับใครก็ได้ ขายอะไรก็ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด (ขีดจำกัดคือจำนวนลูกค้า) เพื่อนำประสบการณ์ในการบริหารลูกค้า ทีมงาน เอาไปใช้บริหารลูกทีมของคุณได้โดยง่าย

3. มองหา ‘Mentor’ ที่มีประสบการณ์เพื่อช่วยโค้ชให้คุณแบบตัวต่อตัว

เมนเตอร์หรือพี่เลี้ยงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการประคับประคองคุณให้มีทักษะการเป็นผู้จัดการ ผู้บริหารมืออาชีพได้อย่างรวดเร็ว เพราะการเรียนจากประสบการณ์จากคนอื่นย่อมมีความง่ายกว่าการลงมือทำผิดๆ ถูกๆ ด้วยตัวเองอย่างมาก และยังเป็นการลดเวลาเพื่อให้คุณมีขีดความสามารถที่สูงขึ้นในเวลาไม่นาน

เมนเตอร์ที่ดีอาจจะเป็นเจ้านาย เจ้าของบริษัท หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งคุณควรเข้าหาพวกเขาและเสนอตัวเพื่อขอเป็นศิษย์ในการรับความรู้ที่มีค่า จากผู้ที่มากประสบการณ์ นอกจากนี้พวกเขายังมองเห็นสิ่งที่คุณต้องปรับปรุงและสามารถคอมเม้นคุณตรงๆ ได้ โดยที่คุณเปิดใจรับฟังและไม่มีอีโก้ (แน่ล่ะ คุณไปขอเค้ามาสอนน่ะ ฮา)

4. เข้าร่วมหลักสูตรการอบรมหรือสัมมนาด้านบริหารธุรกิจ

หลักสูตร MBA ในสถาบันที่น่าเชื่อถือ หรือสัมมนาที่เกี่ยวกับกับ Soft Skills เช่น ทักษะการพูด การฟัง การต่อรองเจรจา ฯลฯ เป็นสิ่งที่ถ้าคุณมีโอกาส ควรหาเวลาไปเรียนเพื่อเพิ่มพูดทักษะให้กับตัวเองอย่างรวดเร็ว ดีไม่ดี คุณอาจจะได้เมนเตอร์ระดับผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จและมากประสบการณ์ พร้อมที่จะสอนให้คุณเก่งได้อีกด้วย

ความคิดเรื่องการขึ้นสู่ที่สูงเร็วๆ เป็นความคิดที่ดี เหมาะสำหรับคนช่างฝันและทะเยอทะยาน ถือว่าเป็นการก้าวขึ้นบันไดทีละ 3 ขั้น ไม่ได้เดินทีละก้าวแบบสมัยก่อน แต่แน่นอน ถ้าตกลงมาก็ย่อม ‘เจ็บ’ กว่าคนธรรมดา 

Leave your vote

Comments

0 comments

Similar Posts

ใส่ความเห็น