in

วิธีเป็นนักขายตรงที่ดีขึ้นแบบมืออาชีพ

บทความนี้เป็นมุมมองของเซลล์ร้อยล้านซึ่งเป็นนักธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) อย่างเดียวนะครับ อาจจะเห็นต่างกันบ้างถ้าคุณเป็นนักธุรกิจขายตรง ซึ่งผมเองก็เคยมีประสบการณ์เพียงแค่ “ผิวๆ” ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยกับตอนทำงานประจำเท่านั้น ไม่ต้องสืบนะครับว่าผมทำสำเร็จหรือไม่ ต้องล้มเหลวชัวร์ๆ อยู่แล้ว (ฮา)

ในชีวิตของผมเองก็เคยมีมุมมองเชิงบวกและเชิงลบกับ “ธุรกิจเครือข่าย” (Network or MLM Business) หรือธุรกิจขายตรง (Direct Sales) เพราะเคยทำเป็นงานพิเศษมาก่อน

มุมมองที่ชอบก็คือการปลุกใจในงานสัมมนาขนาดใหญ่ มีค่าตอบแทนที่ชัดเจน มูลค่าสูง สินค้าบางยี่ห้อมีคุณภาพดีถึงดีมาก ชอบเวลาที่มีคนสำเร็จขึ้นมาเล่าเรื่อง และชอบเวลามีระบบเทรนนิ่งหรือที่เรียกว่า “เข้าเซ็นเตอร์” ที่จัดขึ้นทุกสัปดาห์เพื่ออบรมการขายและเสริมสร้างกำลังใจกันและกัน

แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้าน ด้านที่ไม่ชอบในความเห็นส่วนตัวก็คือการโอ้อวดถึงความสำเร็จจนเกินพอดี การพูดถึงแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ จนสูญเสียความเป็นตัวเอง ผู้นำที่หน้าเงินเกินไป ทำงานหนักแต่ผลลัพธ์ไม่เกิดเพราะสินค้าขายยาก สินค้าสรรพคุณโอเวอร์ หรือในเรื่องการดูถูกคนที่ประกอบอาชีพสุจริตว่ามีรายได้น้อย (ทั้งๆ ที่ตัวเองก็งั้นๆ)

ผมจึงเชื่อว่าในชีวิตของนักขายหลายๆ คนย่อมผ่านประสบการณ์การประกอบอาชีพขายตรงมาไม่มากก็น้อย ดังนั้นผมจึงมีความปรารถนาดีหลังจากประสบความสำเร็จในฐานะนักขายแบบองค์กรจนมีธุรกิจหลายอย่าง เพื่อทำให้คุณเองเป็นนักขายตรงที่เก่งขึ้นและประสบความสำเร็จได้เร็วมากขึ้นครับ


1. ความน่าเชื่อถือคือแก่นแท้ของความสำเร็จ

สาเหตุที่เด็กรุ่นใหม่โดยเฉพาะวัยนักศึกษาไม่ค่อยประสบความสำเร็จในฐานะนักขายตรงมากนักก็เพราะว่าบุคลิกของนักศึกษาเองส่วนใหญ่นั้น “ขาดความน่าเชื่อถือ” ด้วยบุคลิกและท่าทางที่ยังหาเงินไม่ได้ อีกทั้งยังมีทรงผมที่ยาวเฟื้อย แต่งตัววัยรุ่นเกินไป ไม่ค่อยมีตัง ยิ่งยากที่จะทำให้คนอื่นเชื่อได้ว่าทำธุรกิจจนมีรายได้สูง ชวนกันทำแล้วจะรวย อะไรทำนองนี้ กลุ่มผู้ใหญ่เองก็เช่นเดียวกัน ใครที่มีบุคลิกไม่น่าเชื่อถือ ผมเผ้าไม่เรียบร้อย แต่งตัวไม่ได้เรื่อง ไม่มีเปลือกอะไรที่สร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเองได้ก็คงจะยากหน่อยในการชวนคนอื่นมาทำธุรกิจขายตรง เพราะตัวคุณยังไม่น่าเชื่อถือนั่นเอง แต่ไม่ต้องห่วง เพราะอัพไลน์ที่ดีจะคอยสอนและปรับปรุงคุณทั้งเปลือกและนิสัยครับ

แต่เรื่องนี้จะส่งผลบวกกับนักธุรกิจหรือคนที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เช่น นักขายขั้นเทพที่ดูดีทั้งการแต่งกาย การพูดจา การนำเสนอ ฯลฯ ถ้ามาทำขายตรงก็จะมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว มีคอนเน็กชั่นในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังมี “เปลือก” บางอย่างที่เสริมสร้างความน่าเชื่อถือแบบ “ไม่ต้องพูดเยอะ” เช่น รถเบนซ์ นาฬิกาโรเล็กซ์ เข็มขัดแอรเมส เป็นต้น ทำให้เวลาไปชวนคนอื่นทำธุรกิจก็ทำให้คนคนนั้นเปิดใจง่าย ไว้วางใจคุณมากขึ้น จนชวนเข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายมากกว่าคนที่ไม่ได้มีต้นทุนที่ดีนัก คนที่มาทำขายตรงและรวยแบบมืออาชีพอยู่แล้วเลยโตเร็วยังไงล่ะ

2. ควบคุมการใช้โซเชี่ยลมีเดียให้มีความเป็นมืออาชีพมากที่สุด

ยุคนี้เป็นยุคออนไลน์แบบ 100% ทุกคนเชื่อมต่อกันด้วยไลน์ เฟสบุ๊ค ไอจี ทวิตเตอร์ ฯลฯ หมายความว่าตัวตนของคุณเมื่อโพสต์ลงโซเชี่ยลมีเดียเมื่อไหร่ สิ่งที่คุณต้องการแสดงออกหรือสิ่งที่อยู่ในหัวสมองของคุณก็ไม่ลับอีกต่อไป การโพสต์อะไรที่มันไม่เข้าท่าและทำให้คุณขาดความน่าเชื่อถือคงเป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่ สิ่งที่ไม่ควรโพสต์มีดังนี้

  • โพสต์ว่าอยากรวยหรือมีไฟแบบถี่ๆ จนเกินพอดี คนอื่นจะหมั่นใส้เพราะในหัวมีแต่เรื่องอยากรวย เห่อหมอย
  • โพสต์เหน็บ แซะ คนที่ไม่เห็นด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเองอาจจะไปชวนทำแล้วเขาไม่เอาเพราะฝีมือห่วย
  • แชร์แต่คำคมโลกสวยเกี่ยวกับความอยากรวยมากเกินไป เพื่อนรอบตัวจะอ่านออกว่าคุณน่าจะขายตรง
  • แชร์เกี่ยวกับงานสัมมนาฟรีที่ถูกจัดโดยสำนักที่คนฉลาดก็อ่านออกว่าขายตรงแหงๆ มากเกินไป
  • แชร์สินค้ายี่ห้อเดิมๆ ซ้ำๆ ราวกับเป็นพรีเซนเตอร์บ่อยเกินไปจนคนอ่านออกว่าขายตรง
  • โพสต์เรื่องท่องเที่ยวมากเกินไป ราวกับชีวิตนี้ไม่เคยเที่ยวเมืองนอกมาก่อน
  • อวดรวยเกี่ยวกับรถสปอร์ต ของหรูหรา (ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ของตัวเอง) คุณจะขาดความน่าเชื่อถือจากคนรวยทันที
  • สร้างโปรไฟล์ในลิ้งก์อิน (Linkedin) และยืนโพสต์รูปกับค่ายขายตรง ไล่แอดคนอื่นแบบไม่มีเหตุผล รูปโปรไฟล์ไม่น่าเชื่อถือ

ที่ผมบอกให้ระวังการโพสต์เรื่องแบบนี้เพราะจำไว้ว่า “ไม่มีใครชอบโดนขาย” หรือชักชวนไปทำอะไรให้เสียเงิน ต่อให้มันดีเลิศประเสริฐศรีเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงที่คุณทำ แต่ไม่ได้หมายความว่าหลายคนจะชอบและเห็นด้วยในสิ่งที่คุณทำ การโพสต์อะไรที่มันมากเกินไปมักมีคนจำนวนมากขึ้นที่รู้ไต๋ว่าคุณต้องการจะโชว์บางอย่างที่อยากให้คนอื่นสนใจเพื่อการชักชวนทำธุรกิจที่ง่ายขึ้น ดังนั้นเรื่องที่ควรโพสต์มีดังนี้

  • ไลฟ์สไตล์ด้านการออกกำลังกายหรือใช้ชีวิตที่เน้นด้านสุขภาพ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีจากการใช้สินค้าขายตรง
  • โพสต์คำคมหรือแนวคิดในด้านบวกที่คิดเองบ้าง ไม่จำเป็นต้องแชร์มาอย่างเดียว เพื่อให้คนอื่นคิดว่าคุณมีสมอง
  • ไม่โพสต์แซะ โพสต์เรื่องลบๆ เหน็บแนมคนที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ได้ทำธุรกิจขายตรง
  • ไม่พยายามอวดรวยโดยการถ่ายรูปกับสิ่งของที่ไม่ใช่ของตัวเองแล้วมโนว่าเป็นของตัวเอง
  • รูปโปรไฟล์และประวัติส่วนตัวมีความน่าเชื่อถือ
  • โพสต์เรื่องความสนใจในด้านอื่นอย่างทั่วถึง เช่น อาหารการกิน การออกกำลัง การท่องเที่ยว การใช้ชีวิต งานอดิเรก ฯลฯ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง
  • โพสต์ตามคนที่เป็นมงกุฎเพชรหรือมงกุฎทูตที่เป็นตัวท็อปของธุรกิจขายตรงคุณ เลียนแบบตามพวกเขาไปเลยก็ได้ เพราะเขาเป็นมืออาชีพด้านการรักษาภาพลักษณ์อยู่แล้ว

3. เปลี่ยนสังคมที่ตนเองคลุกคลีอยู่เป็นประจำเป็นสังคมใหม่ที่คุณไม่เคยเจอมาก่อน

นี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้คุณสำเร็จในธุรกิจขายตรงได้ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนธรรมดา เกิดมาไม่ได้รวยหรือมีโปรไฟล์ดีเลิศมาก่อน การศึกษาก็งั้นๆ คนรู้จักก็มีแต่เพื่อนๆ พี่น้อง ญาติ และไม่มีคอนเน็กชั่นใหม่ๆ เช่นกลุ่มคนรวยหรือกลุ่มคนในสังคมอื่นมาก่อน คุณมีทางเลือกเดียวคือการกล้าที่จะเข้าร่วมสังคมใหม่ๆ แบบที่คุณไม่รู้จักมาก่อน เพราะถ้าคุณไม่ทำแบบนี้แล้วคุณไม่ได้รวยหรือมีอะไรที่ดีเท่าไหร่ เป็นไปได้ว่า “คอนเน็กชั่น” รอบตัวคุณก็จะเป็นคนที่คล้ายกับคุณ คือมีกำลังซื้อน้อย ไม่ค่อยมีตัง หรือมีคอนเน็กชั่นที่ไม่ดีมากนัก สิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดตายที่ทำให้คุณต้องเหนื่อยและทำงานหนักกว่านักธุรกิจขายตรงคนอื่นหลายเท่า

การเปลี่ยนสังคมก็ขึ้นอยู่กับความกล้าของคุณด้วย ลองมองหากิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ เช่น กิจกรรมวิ่งมาราธอน กิจกรรมถ่ายภาพ กิจกรรมจิตอาสา กิจกรรมที่เกี่ยวกับวัดใหญ่ๆ กิจกรรมปั่นจักรยาน ฯลฯ เชื่อเถอะว่าจะต้องมีคนมีเงิน (มีกำลังซื้อ) นิสัยดีอยู่ในนั้นแน่ๆ จงเป็นเพื่อนกับพวกเขาอย่างสนิทใจก่อนแล้วค่อยเริ่มกระบวนการขายหรือชักชวนตามที่คุณได้ร่ำเรียนมา อย่างน้อยที่สุดคุณก็มีคอนเน็กชั่นดีๆ มากขึ้น เพราะแก่นแท้การขายก็คือการหาลีดที่ใช่ให้ได้มากที่สุดและนัดเจอกันต่อหน้าเพื่อถามคำถามกับนำเสนอผลประโยชน์นั่นเองครับ

4. ศึกษางานจากอัพไลน์ตัวเทพที่มีความน่าเชื่อถือและจริงใจ

นี่ก็คือหนทางที่ผมเองคิดว่าง่ายที่สุดในการประสบความสำเร็จกับธุรกิจนี้ อัพไลน์ในภาษานักขายแบบองค์กรก็เปรียบกับ “ผู้จัดการฝ่ายขาย” (Sales Manager) นั่นเองครับ ถ้าคุณได้อัพไลน์ที่ดี พวกเขาจะผลักดันคุณให้เป็นมืออาชีพอย่างเต็มที่ ฝึกอบรมและทำงานให้ดูจริงต่อหน้าคุณจนคุณเริ่มทำงานได้ดีขึ้น ช่วยเหลือคุณเวลาที่พบอุปสรรคหรือเจอปัญหา ช่วยให้พลังใจในยามที่คุณท้อแท้และร่วมกันทำงานแบบเป็นทีม พวกเขานี่แหละที่สอนงานคุณได้ดีที่สุดและเหนือกว่าผมอย่างแน่นอน การทำงานของอัพไลน์มืออาชีพเปรียบได้กับการเป็นสุดยอดผู้จัดการฝ่ายขายเลยก็ว่าได้ ขอบอกว่าอัพไลน์เหล่านี้เหนือกว่าผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทระดับโลกหลายๆ คนเสียอีก

5. ลงมือทำและวัดผลการกระทำทุกขั้นตอน

งานขายตรงก็ไม่ต่างกับงานขายแบบองค์กรเท่าใดนัก คือต้องหาลีดที่เหมาะสมก่อน ลีดที่ดีของธุรกิจขายตรงคือกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อในระดับหนึ่ง มีความต้องการที่จะทำชีวิตให้ดีขึ้น อยากรวย ไม่กล้าเสี่ยงเรื่องการทำธุรกิจส่วนตัว มีมุมมองเชิงบวกกับคุณ ฯลฯ คุณก็ต้องลิสท์รายชื่อว่ามีใครบ้างที่คุณรู้จัก ก่อนที่จะเริ่มไปอยู่ในสังคมที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อนและมองหาลีดใหม่ วัดผลได้ด้วยจำนวนลีด จากนั้นก็คือการโทรทำนัดและเจอหน้า ซึ่งถ้าคุณทำได้เฉลี่ยวันละ 1-2 นัด ภายใน 1 เดือนคุณจะได้พบกับคนที่คุณชวนทำธุรกิจมากถึง 30-60 คน ตีหยาบๆ ว่า 10% ที่น่าจะเอาด้วยกับคุณ หมายความว่าคุณจะได้ทีมงาน 3-6 คน ทำได้ติดต่อกัน 10 เดือน ก็เตรียมเป็นเพชรได้เลย

การวัดผลการกระทำจะเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติมบ้าง เช่น ทำนัดได้เยอะก็จริงแต่ชวนใครมาทำไม่ได้เลย ปัญหาอาจจะอยู่ที่คุณถามคำถามและนำเสนอห่วย ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีการติดตามงาน ไม่มีรายงานการขาย เป็นต้น การนำระบบการขายแบบองค์กรมาใช้พัฒนาการทำงานจะช่วยให้คุณเพิ่มตัวเลขแห่งความสำเร็จได้มากขึ้น จงผ่านช่วงนี้ไปให้ได้แล้วคุณจะพบว่าการขายตรงแบบยั่งยืนนั้นมันไม่ยาก


ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเขียนจะช่วยให้คุณเป็นนักขายตรงที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นไม่มากก็น้อยครับ เพราะผมเชื่อว่าพวกเราก็อยู่ในวงการขายเหมือนกัน หลักการขายของผมนั้นแทบที่จะทำให้คุณทำงานง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรมากเลยล่ะครับ

6 เทคนิคปิดการขายแบบ B2B ขั้นเทพ

คำลวงของลูกค้าที่คุณต้องรู้