ทำไมนักขายกลุ่มธุรกิจการเกษตรถึงโคตรรวยและผลประโยชน์มหาศาล
ผมเองช่วงนี้มีผลงานส่วนตัวกับการทำ Inhouse Training ให้กับกลุ่มธุรกิจการเกษตร ไล่ตั้งแต่ ปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ อารักขาพืช อันดับต้นๆ ของประเทศ ผลก็คือทำให้เด็กสายไอทีและเทคโนโลยีอย่างผมอึ้งไปเลยว่าวงการนี้ถือว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศที่ชาตินี้ AI ก็ไม่มีวันเข้ามาแทนที่ได้ครับ ที่สำคัญคือถ้าใครไม่ได้จบคณะเกษตรฯ หรือคลุกคลี (และดูถูก) ว่าเป็นธุรกิจที่ดูเชยๆ ต้องออกไปเจอชาวไร่ชาวสวน อยู่บ้านนอกอะไรทำนองนั้น ขอบอกเลยว่าธุรกิจและอาชีพนี้ผลประโยชน์ทุกอย่างสูงกว่าการเป็นพนักงานขายบริษัทใหญ่ออฟฟิศหรูๆ ในกรุงเทพฯ หลายเท่าครับ มาดูกันว่าทำไมธุรกิจนี้ถึงน่าสนใจและหอมหวานมากๆ สำหรับคนที่ไม่อยากโดน AI Disrupt กันครับ
1. ขายกระดูกสันหลังของประเทศและเป็นสินค้าปัจจัยการผลิต
หมายความว่าสำหรับลูกค้าที่เป็นร้านค้ายี่ปั๊ว ซาปั๊ว ไปจนถึงชาวนา ชาวสวนทุเรียนยักษ์ใหญ่ ถ้าขาดปัจจัยการผลิตซึ่งก็คือ “ปัจจัยสี่” ของธุรกิจนี้ ประเทศของเราไม่มีข้าว ทุเรียน พืชผลทางการเกษตรเอาไว้ให้คนไทยและคนทั้งโลกกินแน่นอนครับ หมายความว่าคุณกำลังขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ “Commodity” โภคภัณฑ์ที่มีความต้องการซื้อตลอดเวลา ตลอดปี ตลอดชาติ ดังนั้นผลประโยชน์ย่อมมหาศาลตาม ลูกค้าชัดเจน ขายง่าย ไม่ต้องมีความซับซ้อนอะไรให้มากความครับ
2. ลูกค้ามีทุกระดับตั้งแต่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว สี่ปั๊ว ไปจนถึง End-User
มองไปที่ทุ่งนาหรือสวน ไร่ ตามบ้านนอก ต้องบอกว่าทั้งทุ่งคือ “เงิน” ครับ ซึ่งคุณสามารถเริ่มต้นการขายตั้งแต่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ค้ากับยี่ปั๊ว ซ้อ-เฮีย เงินทุนหนักๆ แบกสต๊อกปุ๋ย-ยา คุณได้เป็นโกดังสนามบอล หรือร้านค้ารายย่อย (ซาปั๊ว) ซึ่งมีอยู่ราวกับเส้นเลือดฝอยทุกจังหวัด ไปจนถึงชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน เกษตรกรโดยตรงที่มี % สูงที่สุดในประเทศ ทำให้คุณมีทางเลือกในการทำธุรกิจได้มากมายหลายทางเมื่อเทียบกับธุรกิจเทคโนโลยีที่ลูกค้าย่อมมีอยู่จำกัด
3. สามารถผูกขาดลูกค้าด้วย “ศาสตร์แห่งก่ำเช้ง” ที่คู่แข่งตียากมาก
วงการนี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันธุ์และการสร้างความสัมพันธ์แบบลึกซึ้ง ศาสตร์จีนจะเรียกว่า “ก่ำเช้ง” หมายถึงลูกค้าของคุณจะยังคงอยู่ตั้งแต่รุ่นเตี่ย ซ้อ เฮีย จนถึงลูกทายาท ดังนั้นลูกค้าของคุณทุกระดับจะเป็นคู่ค้ากับคุณไปจนกว่าใครจะตายหรือเจ๊งกันไปข้างนึง ต่อให้คุณย้ายบริษัทไปทำงานที่อื่น ก่ำเช้งที่คุณสร้างมาจากบริษัทเดิมก็สามารถเอามาใช้กับบริษัทใหม่จนถึงขั้นเปลี่ยนเจ้ามาซื้อคุณได้เลยครับ
4. สวัสดิการดีมาก Google ก็สู้ไม่ได้ และแทบไม่ต้องใช้เงินตัวเอง
ความน่าอิจฉาของนักขายวงการเกษตรก็คือรถประจำตำแหน่ง เบิกค่าใช้จ่ายช่วงออกทริป ค่าน้ำมัน มือถือ ค่าเสื่อมรถ ที่พัก ฯลฯ ถือว่าดีเลิศมาก เรียกได้ว่านักขายสาย กทม. ต่อให้อยู่ Microsoft, Google, Oracle, etc. ก็ไม่มีทางได้สัมผัสครับ (มึงนั่งรถไฟฟ้าไปเถอะถ้าไม่มีรถ) แต่วงการเกษตรฯ ถ้าอยู่ในตารางการทำงาน ทุกอย่างเรียกได้ว่าฟรีเกือบหมด สวัสดิการสำคัญที่ตอบความฝันคนอยากไปต่างประเทศก็คือการได้ไปทริปต่างประเทศกับลูกค้าครับ เนื่องจากลูกค้าอยู่บ้านนอกและเปิดร้านทำงานตลอด ทริปต่างประเทศจึงเป็นการ Rebate หรือโปรแกรมทำเป้าให้ลูกค้าและคุณก็จะได้ไปดูแลพวกเขาทั่วโลกแบบใช้เงิน 0 บาท สวัสดิการดีเลิศขนาดนี้นั้นหาแทบไม่ได้แล้วครับ
5. ขายกันแบบ Volumn มหาศาลแถมยังมีการกลับมาซื้อซ้ำ
สิ่งที่เป็นความฝันของนักขายและนักธุรกิจทุกรายคือขายอะไรก็ได้ที่มันใช้แล้วทิ้ง และต้องซื้อใหม่ ถ้าไม่ใช้ก็เดือดร้อนกันหมด ธุรกิจการเกษตรจึงตอบโจทย์สิ่งนั้น รอบการซื้อซ้ำก็ค่อนข้างไวตามฤดูกาลหรือรอบการขาย ผลก็คือถ้าสินค้าเริ่มติดตลาดเมื่อไหร่ คุณนั่งนับเงินรอลูกค้าซื้อซ้ำหรือหาโปรแกรมขายเพิ่มได้เลยครับ ค่าคอมฯ จึงเก็งได้ง่าย มีโอกาสได้ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอแบบกินยาวๆ
6. ออกมาทำธุรกิจเองได้ง่ายที่สุด
จากบารมีและก่ำเช้งที่สร้างมากับลูกค้าในพื้นที่ คุณจะมีสินทรัพย์สำคัญในการสร้างตัวจากคอนเนคชั่นและบารมีทางธุรกิจที่สร้างมานั่นเองครับ ใช้ทุนไม่มากด้วย
“ในขณะที่เด็กไทยยุคนี้อยากได้งานที่มันเท่ห์ ออฟฟิศหรูๆ สวัสดิการแบบ Work-Life Balance และดูถูกคณะหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน (แล้ว AI ก็เข้ามาแทนที่) นักขายวงการเกษตรกลับได้รับผลประโยชน์ ค่าคอมฯ ความมั่นคงในงานในแบบที่คนกทม. ไม่มีทางรู้ได้เลยครับ”
Comments
0 comments
