ขั้นตอนสู่นักล็อบบี้ (Lobbyist) และ Deal Maker ภาครัฐและเอกชนแบบ “ไร้สังกัด”

ถ้าคุณถามผมว่า “จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร” ในอาชีพนักขายคืองานอะไร ในวันที่ผมเพียบพร้อมทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ผมขอชี้ไปที่งานล็อบบี้ยิสต์และงานทำดีลโครงการ B2B ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะงานภาครัฐที่มีมูลค่าหลักสิบ-ร้อยล้านบาท ความเทพก็คืองานเหล่านี้ไม่ได้มี “หัวโขน” หรือแต้มบุญของบริษัทระดับโลก ระดับชาติมาช่วย แต่ทำงานแบบอิสระไร้สังกัด 100% ซึ่งอาชีพนี้ไม่มีเงินเดือนประจำนะครับ มีแต่ส่วนแบ่งหลักล้านหรือตามสัดส่วนที่เปลี่ยนชีวิตกันแบบข้ามคืนเลยทีเดียว ความยากคือมันไม่ใช่สนามสำหรับเด็กฝึกงาน หรือคนที่เก่งแค่ท่องสเปกสินค้า เพราะมันคือการเล่นเกมอำนาจ ข้อมูลเชิงลึก และเครือข่ายระดับโครงสร้างประเทศ ถ้าคุณสนใจงานในสายนี้ นี่คือสิ่งที่คุณต้องลงมือทำ เดี๋ยวนี้ครับ

1. สร้างเครดิตที่ดีส่วนตัว ด้วยการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่หาตัวจับยาก

รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรใหญ่ ไม่ได้ซื้อของเพราะคุณหน้าตาดีหรือพูดจาไพเราะ แต่พวกเขาซื้อเพราะ “ความน่าเชื่อถือและความสามารถในการลดความเสี่ยงให้โครงการรอดพ้นจากกฎระเบียบหรือข้อบังคับ” ก่อนจะทำแบบฟรีแลนซ์เต็มตัวได้ คุณต้องเริ่มจากการสะสมเคสปิดการขายในอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่ซับซ้อน เช่น พลังงานทางเลือก โครงสร้างพื้นฐาน IT ภาครัฐหรือเอกชนขนาดใหญ่ หรือเทคโนโลยีความมั่นคง เมื่อคุณทำโปรเจกต์หลักร้อยล้านสำเร็จสัก 2-3 เคส (แนะนำว่าช่วงแรกให้ไปเป็นลูกจ้างบริษัทใหญ่เป็นสะพานให้คุณ) ชื่อเสียงของคุณจะกลายเป็นใบเบิกทางที่ทำให้ผู้มีอำนาจฯ อยากเรียกตัวคุณเข้าไปปรึกษาด้วยตัวเอง หรือไม่ก็มีแต้มบุญในส่วนของคอนเนคชั่น (ซึ่งสำคัญมาก) จากการเคยทำงานกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็จะทำให้คุณเข้าไปดีลงานได้ง่ายขึ้นครับ

2. เข้าใจโครงข่ายอำนาจภายในองค์กรของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

คนนอกมักคิดว่าการเป็น Lobbyist คือการไปวิ่งเต้นใต้โต๊ะหรือติดสินบน ถามว่ามีมั้ยมันก็มีครับ ซึ่งมันเป็นวิธีของ “นักล็อบบี้ยิสต์ตลาดล่าง” ที่รอวันติดคุก แต่นักล็อบบี้ระดับโลกและระดับประเทศ พวกเขาขายความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจ การอ่านงบประมาณแผ่นดิน และร่างขอบเขตของงาน (TOR) ก่อนที่จะประกาศประมูลจริง และใช้คอนเนคชั่น + ความเชี่ยวชาญในการคุยกับผู้เกี่ยวข้องทีละฝ่ายครับ พวกเขาต้องรู้วิวัฒนาการและการเคลื่อนไหวของกระทรวง กรม หรือรัฐวิสาหกิจเป้าหมาย รู้ว่าใครคือ Keyman ตัวจริง (ไม่ใช่แค่หน้าฉาก) และรู้วิธีนำเสนอโซลูชันที่เข้าไปช่วย “แก้ปัญหาเชิงนโยบาย” ให้ข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมืองนำไปต่อยอดผลงานได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

3. ต้องลงมือทำและกล้าที่จะ “จับเสือมือเปล่า”

การเป็นคนอิสระไร้สังกัด แปลว่าคุณไม่มีโรงงาน ไม่มีซอฟต์แวร์ และไม่มีเงินทุนหนาเท่าบริษัทมหาชน แต่อาวุธที่คุณมีทรงพลังกว่า คือ “สมองและเครือข่ายพันธมิตร” นอกจากนี้คือความสามารถในการ Hunt หรือล่าดีล ทำนัด พูดคุยกับลูกค้าที่ตรงสเปคด้วยตนเองได้ (ผมถึงบอกเสมอว่าคนทำเรื่องนี้ได้มีแค่ 1%) นี่คือสิ่งที่องค์กรใหญ่ๆ โหยหาคนแบบนี้มากที่สุด เมื่อคุณรู้ว่าหน่วยงานกำลังต้องการแก้ปัญหาอะไร เช่น ต้องการระบบ Smart City หรือระบบความปลอดภัยข้อมูล หน้าที่ของคุณคือการวิ่งไปดึง “เจ้าของเทคโนโลยีระดับโลกที่ไม่มีเส้นสายในไทย” มาจับมือกับ “บริษัทรับเหมาหรือพาร์ทเนอร์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องในไทย” แล้วคุณนั่งเป็นคนกลางและคุมดีลนี้ที่คุมสัดส่วนผลประโยชน์ตรงกลางเพื่อรอรับผลประโยชน์ครับ

4. ทำสัญญารับผลประโยชน์ที่เขี้ยวและคมเสมอ

เนื่องจากคุณไม่มีสังกัด คุณไม่สามารถรับเงินเดือนเป็นรายเดือนได้ แต่รายได้ของคุณต้องผูกติดกับความสำเร็จของดีลเท่านั้น คุณต้องทำสัญญาจ้างปรึกษาพิเศษหรือสัญญาร่วมทุนที่ระบุสัดส่วนชัดเจน เช่น ค่าที่ปรึกษาเบื้องต้นในการวางยุทธศาสตร์ และเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งกำไรมหาศาลเมื่อโครงการผ่านการอนุมัติและเบิกจ่ายงบประมาณงวดแรกสำเร็จ อะไรทำนองนี้ เพื่อป้องกันลูกค้ากับพาร์ทเนอร์มันเหลี่ยมใส่ครับ ต้องทำเพราะไม่งั้นจะโดนเหลี่ยมกลับแล้วกลายเป็นทำงานฟรีครับ (ผมโดนมาแล้ว)

5. แสวงหาคอนเนคชั่นระยะสั้นและระยะยาวตลอดเวลา

มาสายล็อบบี้ยิสต์แล้ว คนที่คุณจะคุยตรงหน้าต่อจากนี้และเสียเวลาน้อยที่สุดก็คือ “คนที่ใช่” ซึ่งต้องเป็นคนที่เก่งจริง ตัวจริง ทำจริง เป็นพาร์ทเนอร์ได้จริง ปกติถ้าคุณเป็นแค่เซลล์แมนหรือเป็น Key Account Manager บริษัทใหญ่ก็ยากที่จะเข้าถึงไข่แดงระดับนี้ สิ่งที่คุณต้องลงทุนคือการหาใบเบิกทางด้วยตนเองด้วยการใช้เงิน (ง่ายที่สุด) ไล่ตั้งแต่การเข้าคลาสปอโท ที่เป็นของจริง รวมเทพจริง หรือคลาสคอนเนคชั่นระยะสั้น-ยาว ภาครัฐหรือเอกชนชั้นนำ ซึ่งมันจะมีตั้งแต่คอร์สเบสิคไล่ๆ ไปจนถึงคอร์สชั้นสูงที่เข้ายาก หรือเข้าร่วมกิจกรรมลูกค้ารวยๆ อย่างการตีกอล์ฟ เข้าคลับออกกำลังหรู ฯลฯ ตลอดเวลาครับ

👑 Sales Mastery B2B Enterprise (รุ่นที่ 104) หลักสูตรปลุกปั้น Strategic Deal-Maker ตัวจริง เปลี่ยนคุณจากคนขายของให้เป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจระดับองค์กร พร้อมฝึกทักษะ Advanced Pricing Defense และกลยุทธ์ตั้งราคาจับเสือมือเปล่า ลุยสนามจริง ปิดดีลหลักล้านด้วยกลยุทธ์ระดับผู้บริหาร

📅 19 – 20 กันยายน 2569 | 📍 Novotel Bangkok Sukhumvit 20

🔥 สิทธิ์พิเศษ Early Bird: เหลือเพียง 15,900.- (จำนวนจำกัด)

👉 คลิกสำรองที่นั่งด่วน ก่อนเต็มจำนวน: [https://m.me/sales100million] หรือ LINE: @sales100million

Leave your vote

Comments

0 comments

Similar Posts