in

วิธีทำสไลด์นำเสนอลูกค้าครั้งแรกแบบมืออาชีพ

เป็นคำถามที่หลายๆ องค์กรในช่วง “เริ่มตั้งไข่” ที่มักจะหนักอกหนักใจเกินเหตุเกี่ยวกับการทำสไลด์นำเสนอ เรียกได้ว่าช่วงแรกสำหรับคนที่ก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ ต้องเจอความท้าทายเกี่ยวกับการทำสไลด์เพื่อให้ลูกค้าถูกใจมากที่สุดอย่างแน่นอน

สำหรับคนที่เป็นนักขายองค์กรใหญ่อยู่แล้วมักไม่ค่อยเจอปัญหานี้ เพราะทางบริษัทคงมีสไลด์มาตรฐานให้คุณเอาไปนำเสนอลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งผ่านการคิด วิเคราะห์ จากหลายฝ่ายในบริษัทเป็นอย่างดี คุณจึงมีข้อมูลที่สมบูรณ์พร้อม การถามคำถามและเลือกนำเสนอจะเป็นผลดีกับตัวผู้ขายที่ทำงานง่ายขึ้น ลูกค้าได้ข้อมูลที่ตรงใจมากขึ้น

แต่สำหรับคนที่พึ่งเริ่มก่อตั้งบริษัทมาไม่นาน หรือแม้แต่คนที่มีสไลด์มาตรฐานของบริษัทอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะปรับแต่งสไลด์ให้มีความสดใหม่ มีความน่าสนใจ และมีประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้าได้อย่างไรดี วันนี้ผมมีวิธีสร้างสไลด์นำเสนอที่มีความเป็นมืออาชีพมาฝากกันครับ

1. ตัวหนังสือน้อยๆ รูปภาพประกอบเยอะๆ

เป็นหลักการง่ายๆ ตามมาตรฐานองค์กรระดับโลกที่ใช้ทำสไลด์นำเสนอ ตัวอย่างที่มักจะถูกหยิบยกออกมาพูดถึงก็คือสไลด์นำเสนอของสตีฟ จ็อบส์ (ผู้ล่วงลับ) จากบริษัทแอปเปิ้ล ซึ่งได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกเกี่ยวกับการทำสไลด์นำเสนอสินค้าและบริการสมัยใหม่ หลักการมีแค่ 2 เรื่องเท่านั้น อย่างแรกคือการใส่ตัวหนังสือ ต้องอ่านง่าย สั้นๆ และมีความยาว “ไม่เกินหกบรรทัด” อย่างที่สองคือรูปภาพประกอบที่เห็นภาพได้ง่าย เช่น รูปสินค้า รูปตัวอย่างงานที่เคยทำ แต่ถ้าธุรกิจของคุณไม่ได้มีรูปภาพอะไรมากนัก การนำเสนอด้วยรูปภาพจำพวกกราฟชนิดต่างๆ พร้อมกับตัวเลขประกอบ จะทำให้ดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้มากขึ้น

2. มีสไลด์เกี่ยวกับประวัติของบริษัทเพียงแค่ 1-3 หน้าก็พอ 

สไลด์นำเสนอจะต้องเป็นเรื่องที่ลูกค้าฟังแล้วได้ประโยชน์ที่สุด ดังนั้นประวัติบริษัทอันยาวเหยียดของคุณอาจไม่มีความหมายใดๆ เลยต่อลูกค้าก็เป็นได้ เลิกคิดไปได้เลยกับการนำเสนอประวัติหรือคุณงามความดีของบริษัทหลายๆ หน้าแล้วคิดว่าลูกค้าจะทึ่งกับสิ่งที่คุณมี ยิ่งใส่มาเยอะ เนื้อหาแยะ ยิ่งไร้ประโยชน์แล้วดูเหมือนบริษัทยุคโบราณที่เอาแต่พูดถึงเรื่องของตัวเองครับ บางที่ตลกมาก ใส่หน้าประธานบริษัทมาด้วย (ฮา) เพราะถ้าลูกค้าอยากรู้ พวกเขาเช็คได้ด้วยอินเทอร์เน็ตง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว วิธีที่ดีคือเตรียมสไลด์เกี่ยวกับบริษัทของคุณไม่เกิน 1-3 หน้า อธิบายให้ครบว่าบริษัทคุณทำอะไร เชี่ยวชาญเรื่องอะไร เพียงเท่านี้ก็พอครับ ส่วนเรื่องอื่นเล่าปากเปล่าก็เพียงพอแล้ว

3. มีสไลด์เกี่ยวกับรายชื่อลูกค้าผู้มีชื่อเสียงที่อ้างอิงได้ พร้อมกับกรณีศึกษา

สไลด์หน้าเดียวที่คุณจะโม้ได้อย่างเต็มปากก็คือสไลด์ที่โชว์รายชื่อบริษัทของลูกค้าที่คุณให้บริการได้อย่างประสบความสำเร็จ ยิ่งคุณมีโลโก้บริษัทของลูกค้าเยอะขึ้นเท่าไหร่ คุณยิ่งหยิบเอามาโม้ต่อหน้าลูกค้าได้ง่ายขึ้น ทางที่ดีคือควรเล่าผลงานที่ผ่านมากับลูกค้าที่มีความใกล้เคียงกับลูกค้าที่คุณนำเสนออยู่ เป็นคู่แข่งกันโดยตรงยิ่งดี พร้อมกับทำสไลด์ที่เอาไว้โชว์กรณีศึกษา (Case Study) ที่เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ มีภาพ ตัวเลขประกอบที่น่าเชื่อถือ สไลด์นำเสนอในส่วนนี้จะช่วยให้บริษัทคุณมีความน่าเชื่อถืออย่างมากและสำคัญมาก

4. มีสไลด์เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่สามารถเข้าใจได้ง่าย

สินค้าและบริการเป็นส่วนหลักๆ ของสไลด์นำเสนอ ไม่ผิดที่คุณจะยัดทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณขายและคิดว่ามีประโยชน์ต่อลูกค้าลงสไลด์ หลักการเกี่ยวกับการนำเสนอในส่วนนี้ก็คล้ายๆ กับสไตล์สตีฟ จ็อบส์ นั่นคือตัวหนังสือน้อยๆ รูปภาพประกอบเยอะๆ พร้อมทั้งเขียนอธิบายประโยชน์ (Benefit) ที่ลูกค้าจะได้ให้ชัดเจน ส่วนของการนำเสนอจริงก็เริ่มจากการถามคำถามก่อน แล้วเลือกนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละรายก็พอแล้ว อย่านำเสนอทั้งหมดเพราะมันเสียเวลากับการพูดเรื่องที่ลูกค้าไม่ต้องการ 

5. ระมัดระวังเกี่ยวกับการทำสไลด์ที่มีหลายหน้ามากเกินไป

สไลด์ที่ดีควรมีหน้าไม่เกิน 20-30 หน้า เพราะถ้ามากกว่านั้น นอกจากลูกค้าจะไม่อ่านหรืออ่านผ่านๆ อย่างเดียวแล้ว ขนาดไฟล์ที่ถูกบีบอัดเป็นไฟล์ .pdf จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ลูกค้าเสียเวลาในการโหลดเอกสาร หรือหลายๆ บริษัทมีข้อจำกัดเรื่องการรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ไม่เกิน 5MB ทำให้ขนาดไฟล์นำเสนอที่คุณส่งไปหาลูกค้า “ไปไม่ถึงมือ” ลูกค้าในทางอีเมลล์ นอกจากงานไม่คืบหน้าแล้ว การบีบอัดไฟล์ให้มีขนาดเล็กลงด้วยโปรแกรมบางอย่างอาจทำให้คุณภาพของรูปภาพนั้นดูด้อยลง ไม่เป็นมืออาชีพ 

นี่คือวิธีกับหลักการง่ายๆ ในการทำสไลด์นำเสนอ โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งเปิดใหม่ หรือนักขายที่ต้องการปรับปรุงสไลด์ของตนเองใหม่ครับ

ความสำคัญของการเรียนต่อปริญญาโทด้านธุรกิจ

ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน..วิธีทำให้ลูกค้าซื้อคุณแบบชัวร์ๆ