ปิดการขายง่ายๆ ด้วยเทคนิค Social Proof

Social Proof แปลแบบชาวบ้านก็คือการ “พิสูจน์ด้วยสังคม” ซึ่งเอาให้คุ้นหูก็คือการเอาลูกค้าที่ใช้จริงมารีวิวแล้วพวกเขาชอบคุณมากจนถึงขั้นแนะนำให้คนรู้จักมาซื้อด้วย หรือการเอาคนดังที่ใช้จริงและไม่ตอแหลมาพูดแทนคุณว่าสินค้านั้นเจ๋งจริง เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องพูดเยอะ ปิดการขายได้แน่นอน

ในเมื่อรู้กันอยู่แล้วว่าเทคนิคนี้มันได้ผลมากขนาดไหน อยากปิดการขายแบบ “หวานเจี้ยบ” ให้ได้ง่ายๆ ซึ่งยิ่งถ้าคุณเน้นคุณภาพในการขายมากกว่าเน้นราคาถูก เทคนิคนี้ถือว่าถูกจริตคุณมากๆ เลยล่ะครับ

1. เก็บสะสม Case Study แจ๋วๆ หรือทำ Testimonial เตรียมไว้เยอะๆ

วิธีคือเน้นลูกค้าที่ชอบคุณมากๆ พอใจคุณสุดๆ และจะดีมากถ้าเป็นลูกค้าหรือองค์กรที่มีชื่อเสียง ตำแหน่งใหญ่ๆ น่าเชื่อถือ จากนั้นก็เข้าไปขออนุญาตทำ Case Study หรือ Testimonial (ซึ่งจะลงรายละเอียดเยอะกว่า) เช่น บทสัมภาษณ์ ประสบการณืที่ได้รับจากคุณ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากใช้คุณ ซึ่งคุณควรไฮไลท์ผลลัพธ์เชิงบวกหลังจากการใช้ ยิ่งเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ก็ยิ่งดี

2. ยกระดับการรีวิวหรือระบบการให้เรตติ้งออนไลน์

ยุคนี้ทุกอย่างอยู่บนโลกออนไลน์ จะดังหรือจะดับได้ก็ขึ้นอยู่กับการรีวิวของลูกค้าเลย โดยเฉพาะธุรกิจ B2C ที่มีหน้าร้านหรือเป็นงานบริการ เช่น ร้านอาหาร คลินิกเสริมความงาม ร้านกาแฟ ฯลฯ ยิ่งต้องเน้นเรื่องดาวที่ได้จากลูกค้าแบบสุดๆ คุณต้องกล้าพอที่จะให้ลูกค้ารีวิวอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นบนกูเกิ้ล เฟซบุ้ค ไอจี ฯลฯ ทุกแพลทฟอร์มออนไลน์ (ธุรกิจ B2C ก็ต้องมีตัวตนบนโลกออนไลน์) การใส่ใจและปรับปรุงงานรีวิวจะทำให้คุณดังและมีลูกค้าเดินเข้ามาเอง ถ้าโดนวิจารณ์แรงๆ ให้รีบขอโทษและขอโอกาสในการแก่ไข

3. นำ Case Study มาประยุกต์ใช้กับสื่อหลายรูปแบบ

เพื่อให้คุณนำไปจัดแสดงในรูปแบบเอกสาร งานภาพ วีดีโอ หลังจากนี้กับลูกค้ารายอื่น ยิ่งคุณทำให้มันเป็น Content ที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย ดูง่าย มากขึ้นเท่าไหร่ บอกเลยว่าคุณกำลัง “เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโคตร” เพราะ Content พวกนั้นจะนำมาใช้ซ้ำได้แทบทุกสถานการณ์ แถมยังส่งออกไปได้หลายแพลทฟอร์มโดยเฉพาะโซเชี่ยลมีเดียอีกด้วย

4. เน้นการโชว์ลูกค้าที่มีชื่อเสียงเอาไว้เสมอ

ยุคนี้มันยุคทุนนิยมที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความดัง แถมลูกค้าไม่ได้จงรักภักดีกับแบรนด์หรือธุรกิจเหมือนแต่ก่อน พวกเขาโอเคที่จะติดตามคนที่พวกเขาชื่นชอบ หรือองค์กรใหญ่ที่ทำอะไรก็มักจะได้รับคำชม อารมณ์ประมานร้านอาหารดังที่ชอบแปะรูปเซเลปกับดารานั่นแหละครับ หรือการขายแบบ B2B ที่เจอหน้าลูกค้าเป็นหลัก การขยันเล่าเรื่องลูกค้าองค์กรที่มีแนวโน้มว่าลูกค้าต้องรู้จัก เช่น บริษัทคู่แข่ง หรือลูกค้ายักษ์ใหญ่ ย่อมสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าลูกค้ารายเล็กหรือไม่เป็นที่รู้จัก เป็นต้น

5. โชว์รางวัลหรือผลงานในวงการที่ได้

มีลูกค้ายังไม่พอ คุณต้องมีโล่ห์หรือรางวัลประกาศเกียรติคุณ ซึ่งดีที่สุดจะต้องเป็นรางวัลที่มอบโดยหน่วยงานในวงการธุรกิจของคุณที่น่าเชื่อถือ หรือพวกใบ Certificated ที่ทีมงานไปพิชิตมาและน้อยคนที่จะได้มัน เอาแปะฝาบ้านหรือลงสไลด์นำเสนอเลยก็ได้ครับ บางองค์กรถึงขั้นเอาไปใส่เป็น Signature Email แนบเวลาส่งเมลหาลูกค้าด้วยซ้ำ อันนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีและโม้ได้เต็มเหนี่ยวแบบไม่น่าหมั่นใส้

6. นำเสนอข้อมูลเชิงประสิทธิผลแบบตัวเลขหรือข้อมูล

เล่าเรื่องลูกค้าไม่ได้มีแค่ภาพอย่างเดียวโดยเฉพาะกับโครงการขนาดใหญ่ เช่น งานด้านวิศวกรรม ไอที ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ฯลฯ คุณจำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงตัวเลขประกอบด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผลลัพธ์หลังจากใช้โซลูชั่นของคุณและลดต้นทุนได้เป็นจำนวนหรือ % อะไรบ้าง หรือตัวเลขด้านกำลังการผลิต ไฟฟ้า ประปา แรงมา ฯลฯ ซึ่งจะทำให้การขายโครงการขนาดใหญ่นั้นดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

7. พยายามให้ลูกค้าเกิดการกระทำแบบ “ปากต่อปาก” ให้ได้

ใช้วิธีนี้เสมอกับลูกค้าที่สนิท เล่าเรื่องดีๆ ให้พวกเขาฟังแล้ว ไม่ต้องพึ่งดวงและหวังว่าพวกเขาจะเอาไปเล่าต่อให้คนรู้จักแทนคุณ แต่จงกล้าขอลูกค้าต่อหน้าเลยเพราะคุณมั่นใจว่าเตรียมเรื่องราวมาดีและลูกค้าก็ชอบคุณ ยิ่งคุณมีเครื่องมือหรือทรัพยากรให้พวกเขาเอาไปเล่าต่อง่ายๆ เช่น ลิ้งก์ยูทูป ไฟล์วีดีโอ เอกสารติดไม้ติดมือ ฯลฯ ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าทำปากต่อปากได้ง่ายแบบสุดๆ

Leave your vote

Comments

0 comments

Similar Posts