ทำไมนักขายกว่า 80% ในตลาด ถึงไม่ได้รวย สวนทางกับกลุ่ม Elite 20%?
ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น อาชีพนักขายไม่ว่าจะวงการใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะวงการที่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือในการชวนคน สร้างทีม เช่น ขายประกัน ขายตรง B2B Sales ฯลฯ อาชีพนี้คืออาชีพที่ถูกฉาบไว้ด้วยภาพลักษณ์ของความร่ำรวย อิสรภาพทางการเงิน และค่าคอมมิชชันมหาศาล ซึ่งเพจผมก็มักจะบอกอยู่ทุกวันว่าทำยังไงถึงจะเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จได้ แต่สถิติขององค์กรส่วนใหญ่กลับชี้ความจริงว่า มีนักขายเพียง 20% ระดับ Elite เท่านั้นที่โกยยอดขายและได้เงินคอมมิชชันในระดับที่สูงและสม่ำเสมอ ตั้งตัวได้ เป็นใหญ่เป็นโต สร้างบริษัทได้ แต่ในขณะที่นักขายอีกกว่า 80% ที่เหลือในตลาด กลับดิ้นรนอยู่กับการหายอดขายไปวันๆ อยู่ในองค์กรที่ไม่โตไปกว่านี้แล้ว รายได้ชนเพดาน เช้าชามเย็นชาม ไม่ว่าจะเป็นองค์กร SME มหาชน ยันข้ามชาติ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้คน 80% ถ้าคิดไม่ได้ก็กลายเป็นคน 20% ไม่ได้ ดังนี้ครับ
1. กลุ่ม 80% ยังเน้นขายด้วยสัญชาติญาณ แต่กลุ่ม 20% ใช้ดาต้าและคณิตศาสตร์
นักขาย 80% มักจะทำงานตามอารมณ์และสัญชาตญาณในการเดาใจลูกค้า ทักไปตื๊อออเดอร์แบบทื่อๆ ด้วยประโยคติดปากน่าเบื่อ เช่น “ไม่ทราบว่าพิจารณาถึงไหนแล้วครับ” จนลูกค้าบล็อกหนี และมักจะใส่ “ความหวังปลอมๆ” ลงในรายงานจน Sales Report และเทะมั่วซั่ว
กลุ่ม Elite 20 จะมองการขายเป็นวิทยาศาสตร์ สร้าง Pipeline การขายและกิจกรรมการขายที่วัดผลได้ด้วยระบบ Smart CRM + Sales AI พวกเขาคุมวินัยและจังหวะตามงานจิตวิทยาขั้นสูงไม่ต่ำกว่า 5–12 ครั้ง แบบส่งมอบ Value ใหม่ๆ ทุกครั้ง ยอดขายของคนกลุ่มนี้จึงแม่นยำ คาดการณ์ได้ล่วงหน้า 3–6 เดือน (Sales Forecast) เมื่อรู้ว่ายอดขายตกก็จะทำกิจกรรมเพิ่มยอดขายทันที
2. กลุ่ม 80% เดินเข้าหาจัดซื้อเพื่อ “ขอออเดอร์” แต่กลุ่ม 20% เจาะ C-Level เพื่อวางสเปค
นักขาย 80% มักจะเป็นฝ่ายรอให้ลูกค้าเป็นผู้ออกข้อกำหนด (TOR) แล้วค่อยวิ่งเข้าไปยื่นซองหรือขอยื่นใบเสนอราคา หรือไม่ก็ให้ลูกค้าเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาเองเพื่อขอใบเสนอราคา ผลลัพธ์คือนักขายกลุ่มนี้จะเป็นได้แค่ “ไม้ประดับ” ให้จัดซื้อบดขยี้ฃราคาเล่นๆ อำนาจต่อรองเหลือศูนย์ โอกาสชนะแทบไม่มี
กลุ่ม Elite 20% จะเดินเกมตั้งแต่ยังไม่มีโครงการ ทำ Matrix Account Mapping เจาะเข้าหาคีย์แมน เช่น ผู้จัดการฝ่ายหรือ User เพื่อสร้างไอเดียเริ่มโครงการและกลุ่ม Economic Buyer (C-Level/Owner) เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาและโซลูชั่นที่ทำให้องค์กรของลูกค้าดีขึ้นได้ เพื่อร่วมวางโครงการล็อกสเปกข้อเสนอตั้งแต่ต้นน้ำ ทำให้คู่แข่งหน้าไหนที่เข้ามาทีหลังก็ไม่สามารถแย่งดีลนี้ไปได้
3. กลุ่ม 80% เน้น “ตัดราคาตัวเอง” vs กลุ่ม 20% เน้นรักษาผลประโยชน์และอำนาจต่อรอง
นักขาย 80% มักเกิดอาการ “ตายไมค์” ทุกครั้งที่ลูกค้าขู่ว่าคู่แข่งราคาถูกกว่า เลยยอมเฉือนส่วนลดหั่นราคาทิ้งดื้อๆเพราะกลัวไม่ได้ออเดอร์ สุดท้ายยอดขายมาแต่กำไรแทบไม่มี เผลอๆ บริษัทขาดทุนอีก ค่าคอมมิชชันก็ไม่เหลือ
กลุ่ม Elite 20% จะถือไพ่เหนือกว่าด้วยการยื่น “ข้อแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ” สวนกลับ เช่น ลดให้ได้แต่ต้องเพิ่มวอลุ่ม หรือลดราคาให้ได้ถ้าเซ็นสัญญายาว 2 ปี เป็นต้น ทำให้ลูกค้าเกรงใจและไม่กล้าต่อราคาแบบไร้เหตุผล
4. กลุ่ม 80% พูดแต่ “เทคนิคหรือฟีเจอร์” vs กลุ่ม 20% คุยด้วย “ภาษาธุรกิจ (ROI)”
นักขาย 80% มักจะขายแบบนำเสนอแต่ฟีเจอร์สินค้าว่าดีที่สุด มีระบบล้ำที่สุด บลาๆ ซึ่งมักจะเป็นคำคุยโม้ (Buzzwords) ที่ผู้บริหารระดับสูงเกลียดและไม่เข้าใจ จริงๆ แล้วกลุ่มนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกค้ามีปัญหาทางธุรกิจหรือโจทย์ที่ต้องการอะไรบ้าง
กลุ่ม Elite 20% จะเป็นผู้พลิกเกมชี้ทางสว่าง เปลี่ยนภาษาเทคนิคให้เป็นตัวเลขทางธุรกิจที่ผู้บริหารอยากฟัง เช่น ลดต้นทุนได้เท่าไหร่ เพิ่มผลกำไรหรือทำให้ลูกค้าเป็นผู้ชนะในธุรกิจมากแค่ไหน เป็นต้น เปลี่ยนภาพจำจากค่าใช้จ่าย ให้กลายเป็นการลงทุนที่ได้ผลกำไร
“นักขายกลุ่ม 80% ทำงานหนักแบบไม่มีทิศทาง นั่งเดาใจลูกค้าไปวันๆ รายได้จึงชนเพดาน แต่นักขายระดับ Elite 20% จะใช้ระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี AI มาทุ่นแรง ขึงท่อ Pipeline ล็อกสเปกต้นน้ำ และปกป้องกำไรสุทธิ จนสร้างเครื่องจักรผลิตรายได้มหาศาลแบบที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ครับ”
อยากทรานส์ฟอร์มตัวเองออกจากกลุ่ม 80% สู่การเป็นจอมทัพนักล่าระดับพรีเมียม 20% ที่คุมโครงสร้างดีล Enterprise และใช้ระบบยอดขายวิทยาศาสตร์ยุค AI ลุยต่อร่วมกันได้ที่:
👑 Sales Mastery B2B Enterprise (รุ่นที่ 102) 👑
📅 วันเรียน: 25-26 July 2569 |
📍 Novotel Sukhumvit 20
🔥 สิทธิ์พิเศษ Exclusive Founder’s Price: 15,900.- (เฉพาะ 10 ท่านแรก)
👉 คลิกสำรองที่นั่งทันที: [https://m.me/sales100million]
หรือ LINE: @sales100million
Comments
0 comments
