วิธีการเป็น Recruiter ขั้นเทพ รู้ตัวแล้วจงอ่านเดี๋ยวนี้

 

บทความนี้ขอมอบให้คนที่กำลังทำอาชีพ Recruiter หรือ "นักล่าค่าหัว" (Head Hunter) แม้แต่ตำแหน่ง HR ที่มีชื่อตำแหน่งเท่ห์ๆ ว่า "Talent Aquisition Manager" อะไรทำนองนี้นะครับ นี่คือบทความที่คุณต้องอ่าน

 

ถ้าใครยังไม่รู้จักว่า Recruiter คืออะไร ผมจะอธิบายให้ฟังง่ายๆ ครับ ในการทำงานแบบองค์กร สิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรให้เดินไปข้างหน้าก็คือคนที่เปรียบเสมือนฟันเฟือง ซึ่งก็ขึ้นอยู่ว่าเฟืองตัวนั้นจะใหญ่หรือจะเล็ก องค์ประกอบขององค์กรที่ประสบความสำเร็จมากกว่าครึ่งก็คือคุณภาพคนนี่แหละครับ ยิ่งเฟืองตัวใหญ่ก็ยิ่งหายาก

 

ดังนั้นตำแหน่ง Recruiter จึงมาพร้อมกับกับธุรกิจประเภท Recruitment Company หรือ Employment Agency ตัวอย่างบริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น Adecco, Kelly, Robert Walters เป็นต้น ซึ่งธุรกิจของพวกเขาคือการเป็นแมวมองหาตำแหน่งที่ใช่สำหรับองค์กรที่เลือกใช้บริการจากพวกเขาเพื่อการประหยัดเวลาและช่วยคัดกรองคน

 

ตำแหน่งนี้จึงคล้ายกับเอเย่นดาราที่มองหาคนที่ใช่ตามเงื่อนไขของบริษัทที่ว่าจ้างให้มา เช่น อายุ เพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ บุคลิก ผลงาน ฯลฯ ซึ่งยิ่งตำแหน่งใหญ่โตก็ยิ่งต้องเฟ้นหากันแบบสุดๆ พวกเขาจะเป็นคนกลางในการ "จีบ" คนแววดีทั้งคนที่ต้องการเปลี่ยนงานใหม่หรือไม่ต้องการก็ตามให้เกิดความสนใจกับงานใหม่

 

ถ้าคนแววดีให้ความสนใจและผ่านการสัมภาษณ์งานกับผู้ว่าจ้าง องค์กรจัดหางานหรือคนที่ทำงานตำแหน่ง Recruiter จะได้รับค่าตอบแทนตามข้อตกลง ส่วนใหญ่จะได้จากฐานเงินเดือนของคนแววดีเป็นค่าบริการ ที่สำคัญคือได้รับค่าคอมมิชชั่นในบางองค์กรด้วย สรุปง่ายๆ คือตำแหน่งนี้คือนักขายที่มีสินค้าคือ "คนแววดี" และขายให้กับองค์กรที่สนใจนั่นเองครับ

 

ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยทำงานตำแหน่งนี้มาก่อน แต่ผมเชื่อว่าทักษะการขายระดับสูงของผมสามารถทำให้พวกคุณเอาไปประยุกต์กับงานในตอนนี้ได้เลย ถ้าเอาไปใช้ รับรองว่าเป็นเทพของวงการได้เลยครับ 

1. ทำการบ้านเกี่ยวกับตำแหน่งการหาคนที่ได้รับมอบหมายขึ้นมาก่อน

 

Recruiter อ่อนหัดมักจะมองข้ามเรื่องนี้ ทำให้การโทรหาผู้มุ่งหวังหรือส่งข้อความไปหามักไม่ได้รับการตอบกลับมาเพราะคุณ "คุยผิดคน" การไม่ทำการบ้านเกี่ยวกับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายให้หาคนให้ดีจะทำให้คุณเสียเวลาแถมยังถูกมองว่าไม่เป็นมืออาชีพ จงวิเคราะห์ให้แตกฉานจากการคุยกับลูกค้าคุณว่าต้องการผู้สมัครแบบไหน ไล่ตั้งแต่ หน้าตา บุคลิก ประสบการณ์ วุฒิการศึกษา โดยเฉพาะประสบการณ์ที่คุณสามารถทำการบ้านเพิ่มได้ง่ายๆ ด้วยการค้นหาข้อมูลว่าลูกค้าคุณทำธุรกิจประเภทใด เช่น ทำธุรกิจไอที คุณจะได้หาคนในวงการไอทีเป็นหลัก เป็นต้น 

 

2. ลิ้งก์อิน (LinkedIn) คือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ

 

เป็นเครื่องมือหาลูกค้า (สำหรับนักขาย) และใช้หาคนมีแววสำหรับ Recruiter หมายเลขหนึ่งของโลก ผมยังคิดไม่ออกว่ามีเครื่องมือไหนที่จะโค่นมันได้ ลิ้งก์อินเมื่อทำการจ่ายเงินรายเดือนจะสามารถมองเห็นโปรไฟล์คนทำงานแบบ B2B ได้ทั้งหมดบนโลกนี้ ที่สำคัญคือมันมีคำค้น (Keywords) ให้คุณได้สืบค้นคนแววดีได้แทบทุกอย่าง โดยเฉพาะวุฒิการศึกษากับประสบการณ์ซึ่งเป็นอะไรที่สำคัญมาก นอกจากนี้ยังสามารถส่งข้อความหรืออีเมล์แบบส่วนตัวไปหาคนแววดีเพื่อรอการตอบกลับได้อีกด้วย บางคนมีเบอร์มือถือให้โทรหาได้เลย การหาคนจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ

 

3. เน้นปลาตัวใหญ่เข้าไว้

 

การจีบผู้บริหารค่าตัวแพงเป็นอะไรที่ยากแต่ก็คุ้มเพราะถ้าคุณปิดดีลได้ คุณจะรับตัวเลขมหาศาล พูดง่ายๆ ก็คือปิดคนเงินเดือน 200,000 ได้ย่อมสบายกว่าปิดดีลคนเงินเดือน 20,000 ที่ต้องปิดถึง 10 คน จะดีกว่ามั้ยถ้าเล่นแต่ปลาตัวใหญ่เงินเดือน 200,000 ซัก 100 คนไปเลย ต่อให้ตำแหน่งคุณเป็นแค่ตัวเล็กๆ ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าเจ้านายคุณอนุญาตก็เล่นตัวใหญ่เอาไว้ก่อน เพราะข้อดีของการเป็น Recruiter คือ "ไม่เห็นหน้ากัน" และส่วนใหญ่ทำงานกันแบบเสียงตามสายกับอีเมล์นี่แหละครับ คุณอยู่หลังโทรศัพท์มีเคล็ดลับคือคุณจะเป็นใครก็ได้ ไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้นครับ

 

4. สคริปต์ต้องดีและมืออาชีพ

 

สคริปต์ที่ว่านี้ใช้ได้ตั้งแต่การส่งข้อความ อีเมล์ หรือโทรศัพท์ไปหา คล้ายๆ กับการโทรของนักขายมืออาชีพที่โทรหาลูกค้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน (Cold-Calling) นั่นแหละครับ ก่อนโทรก็คิดซะว่าคุณคือโคตรนักขายหรือ CEO มือทองเอาไว้ก่อนเวลาโทรหาคนตำแหน่งใหญ่โต เมื่อกดปุ่มโทรหรือส่งข้อความ โครงสร้างสคริปต์ที่ดีมีดังนี้

 

- แนะนำตัว: ว่าคุณเป็นใคร ตำแหน่งอะไร บริษัทอะไร

- บอกสิ่งที่คนมีแววจะได้รับ: เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากได้ยิน ใช้ภาษาเย้ายวนแบบนักการตลาดให้น่าสนใจ

- บอกรายละเอียดบริษัทผู้ว่าจ้าง: เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้คนมีแววอยากทราบข้อมูลเพิ่ม

- ขอทำนัดในขั้นตอนต่อไป: เสนอวันและเวลาที่พวกเขาสะดวกเพื่อทำให้เกิดการนัดเจอหน้าหรือสัมภาษณ์งาน

 

ตัวอย่างสคริปต์ เช่น

 

คุณ: "สวัสดีครับ ผมแพน เป็นที่ปรึกษาฯ ของบริษัท Panda Consulting ซึ่งบริษัทเราเป็นบริษัทด้านการจัดหารงานชั้นนำของประเทศ ผมมีโอกาสแห่งอนาคตที่เหมาะสมกับคุณเอกชัย เป็นโอกาสซึ่งคุณคือคนไม่กี่คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากๆ หลังจากที่ผมได้ทำการบ้านมาโดยละเอียดแล้ว"

คนมีแวว: "ครับ..จากที่ไหนหรือบริษัทอะไรครับ"

คุณ: "บริษัทนี้เป็นบริษัทด้านการตลาดที่กำลังมาแรงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังมีการลงทุนขนาดใหญ่และต้องการผู้บริหารมืออาชีพไปร่วมเติบโตกับพวกเขา นี่คือหนึ่งในบริษัทชั้นนำในตลาดเลยก็ว่าได้ สนใจคุยกันเพิ่มเติมแบบเจอหน้าซักประมาณสัปดาห์หน้า วันศุกร์ เวลา 11 โมง ใช้เวลาไม่นานดีมั้ยครับ"

คนมีแวว: "ครับผม...ลองส่งเมล์มาก่อนละกันครับ"

 

5. ดูแลพวกเขาราวกับผู้จัดการดาราเมื่ออยู่ในช่วงสัมภาษณ์งาน

 

ผู้จัดการดาราหรือผู้จัดการนักกีฬาจะดูแลคนในสังกัดของพวกเขาแบบมืออาชีพ คุณเองก็เช่นกัน ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นสังเวียนสัมภาษณ์งานกับลูกค้าของคุณ จงเป็นกุนซือที่โค้ชพวกเขาโดยเฉพาะทักษะการสัมภาษณ์งาน รายละเอียดสำคัญที่พวกเขาต้องรู้ เช่น ผู้สัมภาษณ์ของบริษัทลูกค้าคือใคร ตำแหน่งไหน นิสัยเป็นอย่างไร หรือรูปแบบธุรกิจของลูกค้าที่ต้องการบุคคลที่มีความคิดแบบไหนและต้องรู้ในส่วนใดเป็นพิเศษ เป็นต้น คุณถึงจะสร้างความมั่นใจได้ว่าลูกค้าของคุณจะได้เจอกับผู้สมัครที่คุณคัดตัวเทพๆ มาให้แล้ว ที่สำคัญคือเมื่อลูกค้าคุณอยากได้ พวกเขาจะยอมจ่ายค่าตัวของคนที่คุณคัดมาแพงกว่าตลาดอยู่แล้ว เป็นพี่เลี้ยงพวกเขาให้ดีนะครับ

 

6. ติดตามงานและอัพเดทตำแหน่งงานใหม่ๆ ให้คนมีแววรับรู้สม่ำเสมอ

 

มืออาชีพเขาจะไม่คิดปิดงานเมื่อคุยกันไม่กี่ครั้ง แต่จะทำการติดตามงานราวกับเป็นคนรู้จักกับคนมีแววไปเรื่อยๆ คุณจึงต้องมีฐานข้อมูลหรือรายงานการขายเพื่อทำสรุปว่าคุยกับใครและผลลัพธ์เป็นอย่างไร รวมทั้งติดตามลิ้งก์อินอยู่บ่อยๆ ว่าพวกเขาเปลี่ยนงานหรือทำงานที่เดิมแล้วมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง เช่น เริ่มเรียนปริญญาโทหรือได้เลื่อนขั้นในองค์กร กลุ่มคนมีแววอาจมีแนวโน้มเปลี่ยนงานก็เป็นได้ จงโทรไปบอกข่าวดีเรื่องงานใหม่ๆ ให้พวกเขาฟังเรื่อยๆ รับรองว่าพวกเขาจะไม่ลืมคุณและเมื่อถึงเวลาก็สามารถย้ายงานได้ง่ายขึ้น

 

7. เป็นฝ่ายรุกดีกว่าเป็นฝ่ายรับ

 

ฝ่ายรุกคือโทรไปจีบก่อนโดยเฉพาะคนมีแววที่ "ไม่มีความต้องการเปลี่ยนงาน" เพราะเหตุผลที่ซ่อนอยู่ก็คือพวกเขาสุขสบายดีในการทำงานปัจจุบัน เป็นตัวเทพในองค์กร รักองค์กร หรือมีบทบาทสำคัญมากๆ พวกเขาจึงเปลี่ยนงานยากมาก ดังนั้นการจีบคนกลุ่มนี้ถึงคุ้มว่าจะได้ของจริง แต่ถ้าคุณเป็นฝ่ายรับด้วยการโพสต์ลงโซเชี่ยลทั้งลิ้งก์อินหรือในประกาศรับสมัครงานอยู่บ่อยๆ คุณอาจมีแนวโน้มได้ "ของปลอมทำเหมือน" เข้ามา ซึ่งเหตุผลง่ายๆ ก็คืออยากเปลี่ยนงานเพราะฝีมืองั้นๆ หรือเริ่มอยู่ไม่ได้นั่นเอง (ส่วนใหญ่มักเป็นงั้น)

นี่คือวิธีการเป็นเทพแห่ง Recruiter จากสุดยอดนักขายแบบผมครับ

Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Linkedin
Please reload

Follow on Facebook

latest Post

Please reload

Popular Post

Please reload

Pornpat Wattananiyomkajohn (Pan)

นักธุรกิจและผู้บริหารระดับสูง Gen-Y ของบริษัทสตาร์ทอัพข้ามชาติมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ผู้คลั่งไคล้และมีแพชชั่นเกี่ยวกับการขายแบบองค์กร (B2B) เป็นเจ้าของเพจ "กูนี่แหละเซลล์ร้อยล้าน" ที่มีผู้ติดตามบนเฟซบุ้คมากกว่า 56,000 คน และได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษากับวิทยากรด้านการขายแบบองค์กรให้กับบริษัทระดับประเทศมากกว่า 100 บริษัท

  • Facebook Social Icon
  • LinkedIn ไอคอนสังคม
Sales Director 15th banner.jpg

CONTACT US

  • Facebook Social Icon

FACEBOOK

LINE

  • LinkedIn Social Icon

LINKEDIN

©Copyright reserved 2017 - Silverlake consulting co., ltd